
คู่มือการจัดทำวิทยานิพนธ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
ฉบับปรับปรุง 6 พฤศจิกายน 2550
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
ฉบับปรับปรุง 6 พฤศจิกายน 2550
บทที่ 1
คำแนะนำและขั้นตอนการจัดทำวิทยานิพนธ์
คำแนะนำและขั้นตอนการจัดทำวิทยานิพนธ์
วิทยานิพนธ์เป็นงานสร้างสรรค์ทางวิชาการที่เป็นผลงานจากการค้นคว้า ทดลองและวิจัยของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่นักศึกษามีความสนใจ โดยต้องมีการคัดเลือกข้อมูลที่มีคุณค่า ตามกระบวนการศึกษา และนำเสนอผลงานออกมาในรูปแบบของงานวิจัย ซึ่งผลงานดังกล่าวถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องต่อไป1.1 วัตถุประสงค์ของการจัดทำวิทยานิพนธ์1.1.1 เพื่อให้นักศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ1.1.2 เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความคิดที่กว้างขวาง และลึกซึ้ง1.1.3 เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นอย่างมีระบบและมีเหตุผล มีการอ้างอิง มีระเบียบแบบแผนในการทำงาน1.1.4 เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญ และวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ อย่างมีระบบ และสามารถจดบันทึก1.1.5 เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาฝึกทักษะในการใช้ภาษา การเรียบเรียงข้อมูล และความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าให้ผู้อื่นเข้าใจ1.2 คำแนะนำในการจัดทำวิทยานิพนธ์วิทยานิพนธ์เป็นผลงานจากการค้นคว้าทดลองและวิจัยในหัวข้อใด ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณค่า สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกันต่อไปได้ ดังนั้นจึงนับว่าการเสนอผลงานวิทยานิพนธ์เป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแต่ละคนจะต้องจัดทำ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งมีคำแนะนำทั่วไป ดังต่อไปนี้1.2.1. นักศึกษาควรศึกษาขั้นตอนของการเสนอวิทยานิพนธ์อย่างละเอียดนับตั้งแต่การนำเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์ การเขียนวิทยานิพนธ์ 1.2.2. ศึกษาหัวข้อวิทยานิพนธ์โดยให้สอดคล้องกันทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และอยู่ในขอบข่ายของสาขาวิชาเอกที่ศึกษาอยู่ ซึ่งหัวข้อวิทยานิพนธ์นั้นต้องไม่ซ้ำซ้อนกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ผู้อื่นได้ทำไปแล้ว1.2.3 ศึกษาวิธีเขียนแต่ละส่วนของวิทยานิพนธ์ตามรายละเอียดคำแนะนำในคู่มือวิทยานิพนธ์1.2.4 การทำวิทยานิพนธ์เป็นการส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล มีความรู้อย่างลึกซึ้ง สามารถประมวลผลจากข้อมูล และเรียบเรียงความรู้ความคิดได้อย่างมีระบบ สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้
1.2.5 การใช้คำ การเขียนตัวสะกดและคำศัพท์เฉพาะทาง เช่น ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ ศัพท์ทางวิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 1.2.6 เขียนแต่ละหัวข้อให้ตรงตามความหมาย เช่น บทนำ ทฤษฎี แนวคิด และ/หรือผลการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีดำเนินการวิจัย หรือวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ หรือผลการทดลอง สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ 1.2.7 เอกสาร และสิ่งอ้างอิงทุกรายการที่อ้างถึงในวิทยานิพนธ์ ให้ลงไว้ในส่วนอ้างอิงหรือส่วนประกอบตอนท้าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สนใจสามารถติดตามค้นคว้าเพิ่มเติมได้ 1.2.8 ตรวจร่างวิทยานิพนธ์ และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ก่อนที่จะเสนอคณะกรรมการกำกับดูแลวิทยานิพนธ์ 1.2.9 ระบุคำสำคัญของวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ 3-5 คำ โดยคัดเลือกคำที่มีความสำคัญหลักในเนื้อเรื่องวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจพิจารณาจากชื่อของวิทยานิพนธ์หรือแนวคิดหลักของวิทยานิพนธ์ คำสำคัญใช้เป็นคำศัพท์ที่สามารถสื่อในการสืบค้นและอ้างอิง ต่อไปได้1.2.10 ให้นักศึกษาส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ที่สาขาวิชา โดยส่งฉบับสมบูรณ์ที่เข้าเล่มปกแข็งเรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการสอบลงนามแล้วจำนวน 5 เล่ม พร้อมแผ่นซีดีรอมที่มีการแปลงข้อมูลวิทยานิพนธ์ให้อยู่ในรูป .pdf file จำนวน 2 ชุด นำส่งคณะ
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาพ.ศ. ๒๕๔๙-------------------------- อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยมติสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ในการประชุม ครั้งที่ ๖/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๙ จึงมีมติให้ตราข้อบังคับไว้ ดังนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๙”
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาความในข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือประกาศอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือซึ่งขัดแย้งกับความในข้อบังคับนี้ให้ใช้ความในข้อบังคับนี้แทน
ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้ “มหาวิทยาลัย” หมายความว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ “สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ “อธิการบดี” หมายความว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ “คณบดี” หมายความว่า คณบดีคณะต่าง ๆ ที่เปิดสอนหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในมหาวิทยาลัย “บัณฑิตศึกษา” หมายความว่า การศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาบัณฑิตขึ้นไปของมหาวิทยาลัย “หลักสูตร” หมายความว่า หลักสูตรสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับบัณฑิต ศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ให้ความเห็นชอบ “คณะ” หมายความว่า คณะที่เปิดสอนหลักสูตร ระดับบัณฑิต ศึกษา และให้รวมถึงคณะที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งโดยสภามหาวิทยาลัย “บัณฑิตวิทยาลัย” หมายความว่า บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ “คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย” หมายความว่า คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ “คณะกรรมการบริหารหลักสูตร” หมายความว่า ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งมาจากอาจารย์ ผู้รับผิดชอบ หลักสูตรต่าง ๆ ของคณะ หรือผู้อื่นที่มีคุณสมบัติไม่ต่ำกว่าอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ในระดับสูงสุดของคณะที่เปิดทำการสอน “อาจารย์บัณฑิตศึกษา” หมายความว่า อาจารย์บัณฑิตศึกษาประจำ หรืออาจารย์บัณฑิตศึกษาพิเศษของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดใน หมวดที่ ๕ “นักศึกษา” หมายความว่า ผู้เข้ารับการศึกษา ในหลักสูตรระดับบัณฑิต ศึกษาของมหาวิทยาลัย “ผู้ทรงคุณวุฒิ” หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้ความสามารถจนเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น ๆ อาจเป็นบุคคลภายในมหาวิทยาลัย หรือภายนอกมหาวิทยาลัย ก็ได้ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ” หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ในสาขาที่เปิดสอนอย่างดี หรืออาจเป็น บุคคลที่ไม่อยู่ในสายวิชาการ โดยไม่ต้องพิจารณาด้านคุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ได้รับการยอมรับในระดับหน่วยงาน หรือระดับกระทรวง หรือวงการวิชาชีพด้านนั้น ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยฯ กำหนด
ข้อ ๕ ให้อธิการบดีรักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจในการออกระเบียบ ประกาศ หรือหลักเกณฑ์เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ โดยผ่านการเห็นชอบจากคณะ
การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งมิได้กำหนดไว้หรือไม่เป็นไปตามข้อบังคับนี้ ให้คณะนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเป็นกรณี ๆ ไป โดยผ่านความเห็นชอบจากสภาวิชาการ
หมวดที่ ๑บททั่วไป--------------------
ข้อ ๖ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรมีหน้าที่ในการจัดการศึกษา ประสานงานและสนับสนุนการดำเนินการระดับบัณฑิตศึกษา ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกันของคณะ
ข้อ ๗ ให้คณะจัดให้มีคณะกรรมการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อบริหารและจัดการศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ของคณะ โดยมีองค์ประกอบและหน้าที่ตามประกาศของมหาวิทยาลัย
ข้อ ๘ ให้คณบดีแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารหลักสูตร เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการหลักสูตรนั้น โดยองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ให้เป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัย
หมวดที่ ๒ระบบการศึกษา--------------------
ข้อ ๙ ระบบการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ให้จัดการศึกษาเป็น ๓ ระบบดังนี้๙.๑ การศึกษาภาคปกติ ให้จัดการศึกษาเป็นแบบทวิภาค ปีการศึกษาหนึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ภาคการศึกษาบังคับ ภาคการศึกษาหนึ่งมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ สัปดาห์ และอาจเปิดสอนภาคการศึกษาฤดูร้อนได้ ซึ่งมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๗ สัปดาห์ โดยมีชั่วโมงการเรียนในแต่ละรายวิชาเท่ากับภาคการศึกษาปกติ ในกรณีที่มีการเปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปีการศึกษาเดียวกัน๙.๒ การศึกษาภาคสมทบ เป็นการจัดการศึกษาในช่วงเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือนอกเวลาราชการในภาคการศึกษาปกติ๙.๓ การศึกษาภาคพิเศษ เป็นการจัดการศึกษาในภาคการศึกษาปกติ หรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือแบบผสมผสาน ดังนี้๙.๓.๑ การศึกษาเฉพาะช่วงเวลาของปี จัดเฉพาะช่วงของภาคการศึกษา หรือจัดเฉพาะในภาคฤดูร้อน๙.๓.๒ การศึกษาแบบนานาชาติ เป็นการจัดการศึกษาโดยความร่วมมือของสถาบัน อุดมศึกษาในต่างประเทศ หรือเป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ที่มีการจัดและมาตรฐานเดียวกันกับหลักสูตรนานาชาติ โดยอาจจัดในระยะเวลาที่สอดคล้องกับช่วงเวลาในต่างประเทศ ตามโครงการความร่วมมือทางวิชาการ การจัดการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบให้พิจารณาตามความเหมาะสมกับแต่ละหลักสูตร ทั้งนี้ ต้องจัดให้ได้เนื้อหาโดยรวมที่มีน้ำหนักสมดุลกับจำนวนหน่วยกิตรวมของหลักสูตร โดยการคิดเทียบน้ำหนักหน่วยกิต ตามข้อ ๑๐ และให้จัดทำโครงการของหลักสูตรนั้นเสนอต่อมหาวิทยาลัย และจัดทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย
ข้อ ๑๐ การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา เป็นการศึกษาแบบสะสมหน่วยกิต การกำหนดหน่วยกิต แต่ละรายวิชา มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ๑๐.๑ รายวิชาภาคทฤษฎี ที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปรายปัญหา ไม่น้อยกว่า ๑๕ ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๑๐.๒ รายวิชาภาคปฏิบัติ ที่ใช้เวลาฝึกหรือทดลองไม่น้อยกว่า ๓๐ ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษาปกติให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๑๐.๓ การฝึกงาน ที่ใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่า ๔๕ ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๑๐.๔ วิทยานิพนธ์ ที่ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าไม่น้อยกว่า ๔๕ ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษาให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต
หมวดที่ ๓หลักสูตรการศึกษา--------------------
ข้อ ๑๑ หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับบัณฑิตศึกษา มีดังนี้ ๑๑.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สร้างเสริมความเชี่ยวชาญหรือประสิทธิภาพในทางวิชาชีพและเป็นหลักสูตรที่มีลักษณะสิ้นสุดในตัวเอง สำหรับผู้สำเร็จ การศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิต หรือเทียบเท่ามาแล้ว ๑๑.๒ หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต เป็นหลักสูตรการศึกษาที่ส่งเสริม ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือวิชาชีพในสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับที่สูงกว่าขั้นปริญญาบัณฑิต๑๑.๓ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สร้างเสริมความเชี่ยวชาญหรือประสิทธิภาพในทางวิชาชีพ และเป็นหลักสูตรที่มีลักษณะสิ้นสุดในตัวเองสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิต หรือเทียบเท่ามาแล้ว๑๑.๔ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต เป็นหลักสูตรการศึกษาที่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ และการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับที่สูงกว่าปริญญามหาบัณฑิต
ข้อ ๑๒ โครงสร้างหลักสูตร ๑๒.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมกันตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต๑๒.๒ หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยกิต โดยแบ่งการศึกษาเป็น ๒ แผน ดังนี้๑๒.๒.๑ แผน ก เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ ดังนี้(๑) แบบ ก ๑ ทำเฉพาะวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ ไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยกิต หลักสูตรอาจกำหนดให้เรียนรายวิชาเพิ่มเติม หรือทำกิจกรรมทางวิชาการอื่นเพิ่มขึ้นก็ได้โดยไม่นับหน่วยกิต แต่ต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่หลักสูตรกำหนด(๒) แบบ ก ๒ ทำวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิต และศึกษารายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาอีก ไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิต๑๒.๒.๒ แผน ข เป็นแผนการศึกษาที่เน้นรายวิชา โดยไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ แต่ต้องมีการค้นคว้าอิสระ ไม่น้อยกว่า ๓ หน่วยกิต และไม่เกิน ๖ หน่วยกิตหลักสูตรใดที่เปิดสอนหลักสูตร แผน ก ไม่จำเป็นต้องเปิดหลักสูตร แผน ข แต่ถ้าเปิดสอนหลักสูตรแผน ข จะต้องเปิดหลักสูตรแผน ก ด้วย ๑๒.๓ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกอบด้วยรายวิชาบังคับ และรายวิชาเลือกรวมกัน ไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต ๑๒.๔ หลักปริญญาสูตรดุษฎีบัณฑิต แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ โดยเน้นการวิจัยเพื่อพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพชั้นสูง คือ๑๒.๔.๑ แบบ ๑ เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ หลักสูตรอาจกำหนดให้เรียนรายวิชาเพิ่มเติม หรือทำกิจกรรมทางวิชาการอื่น เพิ่มขึ้นก็ได้ โดยไม่นับหน่วยกิต แต่จะต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่หลักสูตรกำหนด ดังนี้แบบ ๑.๑ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาตรี จะต้องทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๗๒ หน่วยกิตแบบ ๑.๒ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโท จะต้องทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๔๘ หน่วยกิตทั้งนี้ วิทยานิพนธ์ตาม แบบ ๑.๑ และแบบ ๑.๒ จะต้องมีมาตรฐานและคุณภาพ เดียวกัน๑๒.๔.๒ แบบ ๒ เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูง และก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ และศึกษารายวิชาเพิ่มเติมดังนี้แบบ ๒.๑ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาตรี จะต้องทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๔๘ หน่วยกิต และศึกษารายวิชาอีก ไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิตแบบ ๒.๒ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโท จะต้องทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยกิต และศึกษารายวิชาอีก ไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิตทั้งนี้ วิทยานิพนธ์ตาม แบบ ๒.๑ และแบบ ๒.๒ จะต้องมีมาตรฐานและคุณภาพเดียวกัน
ข้อ ๑๓ ระยะเวลาการศึกษา ๑๓.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ให้ใช้ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตรไม่เกิน ๓ ปีการศึกษา๑๓.๒ หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต ให้ใช้ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตรไม่เกิน ๕ ปีการศึกษา๑๓.๓ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต ให้ใช้ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๓ ปี การศึกษา และอย่างมากสำหรับนักศึกษาที่เข้าศึกษาด้วยคุณวุฒิที่แตกต่างกันดังนี้๑๓.๓.๑ สำหรับผู้ที่เข้าศึกษาด้วยวุฒิปริญญาตรี ให้ใช้เวลาศึกษาไม่เกิน ๘ ปีการศึกษา๑๓.๓.๒ สำหรับผู้เข้าศึกษาด้วยวุฒิปริญญาโท ให้ใช้เวลาศึกษาไม่เกิน ๖ ปีการศึกษา๑๓.๔ การนับระยะเวลาการศึกษา ให้นับจากวันเปิดภาคการศึกษาแรกที่นักศึกษาเข้าศึกษาในหลักสูตร โดยที่มีสภาพนักศึกษาตามข้อ ๑๗.๒.๑ และ ๑๗.๒.๒
หมวดที่ ๔การรับเข้าเป็นนักศึกษา ประเภทและสภาพนักศึกษา--------------------
ข้อ ๑๔ คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา๑๔.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตร และปริญญามหาบัณฑิต ผู้เข้าศึกษาต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และมีคุณสมบัติอื่นตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร๑๔.๒ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ผู้เข้าศึกษาต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่าและมีคุณสมบัติอื่นตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร๑๔.๓ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต ผู้เข้าศึกษาต้องสำเร็จการศึกษา โดยมีคุณสมบัติดังนี้๑๔.๓.๑ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และมีผลการเรียนที่มีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขาวิชาเดียวกันกับหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต๑๔.๓.๒ มีคุณสมบัติอื่นตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร๑๔.๓.๓ ไม่เคยพ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษา เนื่องจากการสอบวัดคุณสมบัติไม่ผ่าน (ตามข้อ ๓๗) ในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยในหลักสูตรที่จะเข้าศึกษา
ข้อ ๑๕ การรับเข้าศึกษา๑๕.๑ วิธีการสมัครเข้าเป็นนักศึกษา ใช้วิธีการตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยอาจมีการทดสอบ ความรู้ การสอบคัดเลือก การพิจารณาคัดเลือกหรือโดยวิธีอื่นใดที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตร เห็นสมควรและคณะให้ความเห็นชอบ ๑๕.๒ ในกรณีที่ผู้สมัครกำลังรอผลการศึกษาระดับปริญญาขั้นใดขั้นหนึ่งอยู่ การรับเข้าศึกษาจะมีผลสมบูรณ์ เมื่อผู้สมัครได้แสดงหลักฐานว่าสำเร็จการศึกษาแล้ว ก่อนวันรายงานตัวเป็นนักศึกษา ตามวัน เวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด๑๕.๓ คณะอาจพิจารณาอนุมัติให้รับนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นลงทะเบียนรายวิชา ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และต้องชำระเงินตามระเบียบ หรือประกาศมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ๑๕.๔ คณะอาจพิจารณาอนุมัติ ให้รับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่นักศึกษาระดับบัณฑิตเข้าเป็นนักศึกษาพิเศษ ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารหลักสูตร แต่บุคคลนั้นต้องมีคุณวุฒิและคุณสมบัติ ตามข้อ ๑๔
ข้อ ๑๖ การขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา ๑๖.๑ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา จะมีสภาพเป็นนักศึกษาต่อเมื่อได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว๑๖.๒ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา ต้องขึ้นทะเบียนนักศึกษาด้วยตนเอง โดยนำหลักฐานที่มหาวิทยาลัยกำหนดมารายงานตัวต่อแผนกทะเบียนนักศึกษาของคณะ หรือมหาวิทยาลัยพร้อมทั้งชำระเงินตามระเบียบที่มหาวิทยาลัยกำหนด ๑๖.๒ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา ที่ไม่อาจมาขึ้นทะเบียนตาม วัน เวลา และสถานที่ ที่มหาวิทยาลัยกำหนดจะหมดสิทธิขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา เว้นแต่จะได้แจ้งเหตุขัดข้องให้มหาวิทยาลัยฯ ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่กำหนดให้มารายงานตัว และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วต้องมารายงานตัวภายใน ๗ วัน นับจากวันสุดท้ายที่มหาวิทยาลัย กำหนดให้มารายงายตัว๑๖.๓ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ของมหาวิทยาลัยจะขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาเกินกว่า ๑ สาขาวิชาในขณะเดียวกันไม่ได้
ข้อ ๑๗ ประเภทนักศึกษา สภาพการเป็นนักศึกษา และการเปลี่ยนประเภทและสภาพการเป็นนักศึกษา๑๗.๑ นักศึกษาของมหาวิทยาลัย มี ๓ ประเภท ดังนี้๑๗.๑.๑ นักศึกษาภาคปกติ ได้แก่นักศึกษาที่ศึกษาในระบบการศึกษาตามข้อ ๙.๑๑๗.๑.๒ นักศึกษาภาคสมทบ ได้แก่นักศึกษาที่ศึกษาในระบบการศึกษาตามข้อ ๙.๒๑๗.๑.๓ นักศึกษาภาคพิเศษ ได้แก่นักศึกษาที่ศึกษาในระบบการศึกษาตามข้อ ๙.๓๑๗.๒ การเปลี่ยนประเภทนักศึกษา๑๗.๒.๑ ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่ง คณะอาจอนุมัติให้นักศึกษาภาคปกติ เปลี่ยนประเภทเป็นนักศึกษาภาคสมทบและนักศึกษาภาคพิเศษได้ ทั้งนี้ นักศึกษาต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งชำระค่าธรรมเนียมการศึกษา สำหรับนักศึกษาภาคพิเศษตามจำนวนที่กำหนดไว้ในแต่ละหลักสูตร๑๗.๒.๒ นักศึกษาภาคสมทบและนักศึกษาภาคพิเศษ จะเปลี่ยนประเภทเป็นนักศึกษาภาคปกติไม่ได้๑๗.๒.๓ นักศึกษาภาคสมทบ จะเปลี่ยนประเภทเป็นนักศึกษาภาคพิเศษไม่ได้๑๗.๓ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยจะมีสภาพการเป็นนักศึกษา ดังนี้๑๗.๓.๑ นักศึกษาสามัญ หมายถึง ผู้ที่คณะรับเข้าเป็นนักศึกษาโดยสมบูรณ์ เพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง๑๗.๓.๒ นักศึกษาทดลองเรียน หมายถึง ผู้ที่คณะรับเข้าเป็นนักศึกษาทดลองเรียนในภาคการศึกษาแรกตามเงื่อนไขที่กำหนด ยกเว้นหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แบบ ก ๑ และหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑ มิให้มีนักศึกษาทดลองเรียน ๑๗.๓.๓ นักศึกษาพิเศษ หมายถึง ผู้ที่คณะรับเข้าศึกษาและหรือทำการวิจัยโดยไม่ขอรับปริญญาของทางมหาวิทยาลัย คณะอาจพิจารณารับบุคคลเข้าเป็นนักศึกษาพิเศษได้ โดยอยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และได้รับอนุมัติจากคณบดีให้เข้าศึกษาและหรือทำการวิจัยได้ โดยต้องชำระเงินตามระเบียบหรือประกาศของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง
๑๗.๔ การเปลี่ยนสภาพการเป็นนักศึกษานักศึกษาทดลองเรียน ที่เข้าศึกษาในภาคการศึกษาแรกและลงทะเบียนเรียนในวิชาระดับบัณฑิตศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนด และสอบได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ ให้เปลี่ยนสภาพเป็นนักศึกษาสามัญได้เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษาแรก มิฉะนั้นให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย
หมวดที่ ๕อาจารย์บัณฑิตศึกษา--------------------
ข้อ ๑๘ อาจารย์บัณฑิตศึกษามี 2 ประเภท คือ๑๘.๑ อาจารย์บัณฑิตศึกษาประจำ ได้แก่ บุคลากร ในสังกัดมหาวิทยาลัย ที่ดำรงตำแหน่ง อาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ๑๘.๒ อาจารย์บัณฑิตศึกษาพิเศษ ได้แก่ บุคลากรในสังกัดมหาวิทยาลัย ที่ดำรงตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากข้อ ๑๘.๑ หรือบุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัยฯ ที่เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในวิชาการหรือวิชาชีพ โดยประเมินจากผลการค้นคว้าทางวิชาการ หรือมีผลงานปรากฏเป็นที่ยอมรับนับถือในวงการวิชาการหรือวิชาชีพโดยทั่วไป
ข้อ ๑๙ ให้อธิการบดีแต่งตั้งอาจารย์บัณฑิตศึกษาโดยคำแนะนำของคณบดี
ข้อ ๒๐ ให้อาจารย์บัณฑิตศึกษา พ้นจากการเป็นอาจารย์บัณฑิตศึกษาเมื่อ ๒๐.๑ ตาย๒๐.๒ ลาออก๒๐.๓ คณะกรรมการบริหารหลักสูตร โดยความเห็นชอบของคณะมีมติให้ถอดถอน
ข้อ ๒๑ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ๒๑.๑ อาจารย์ที่ปรึกษา หมายถึง อาจารย์บัณฑิตศึกษา ซึ่งคณะแต่งตั้งตามที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรเสนอ เพื่อทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษา ตั้งแต่แรกเข้าจนกว่าจะมีการแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษา ตามข้อ ๒๑.๒ หรือข้อ ๒๑.๓ ๒๑.๒ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ หมายถึง อาจารย์บัณฑิตศึกษาที่คณะแต่งตั้งตามที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรเสนอเพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำ และควบคุมดูแลการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ก หรือนักศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ๒๑.๒.๑ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ต้องเป็นอาจารย์บัณฑิตศึกษาประจำ มีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่า รองศาสตราจารย์ ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒๑.๒.๒ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม (ถ้ามี) ต้องเป็นอาจารย์บัณฑิตศึกษา หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยฯ มีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ ในสาขาวิชานั้นหรือสาขาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒๑.๓ อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ หมายถึง อาจารย์บัณฑิตศึกษาที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรแต่งตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำและควบคุมดูแลการค้นคว้าอิสระของนักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ข
ข้อ ๒๒ อาจารย์บัณฑิตศึกษาประจำในแต่ละหลักสูตรต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ ๒๒.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต๒๒.๑.๑ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรมีวุฒิปริญญาเอก หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเต็มเวลา โดยปฏิบัติงานเต็มเวลาในหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักสูตรนั้น ๒๒.๑.๒ อาจารย์ผู้สอน ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาไม่ต่ำกว่าปริญญาโทในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน มีประสบการณ์ด้านการสอน หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์
๒๒.๒ หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต๒๒.๒.๑ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน จำนวนอย่างน้อย ๓ คน และต้องเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเต็มเวลา โดยปฏิบัติงานเต็มเวลาในหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักสูตรนั้น ๒๒.๒.๒ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้๑) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ต้องเป็นอาจารย์ประจำ มีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม (ถ้ามี) ต้องเป็นอาจารย์ประจำหรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยฯ มีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒๒.๒.๓ กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ต้องประกอบด้วยอาจารย์ประจำและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยฯ มีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน ต้องมีความรู้ในเนื้อหาและวิธีการสอบวิทยานิพนธ์ และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัย ที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒๒.๒.๔ อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ที่ปรึกษา ต้องเป็นอาจารย์ประจำหรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัย มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโทหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์ด้านการสอน และมีผลงานการวิจัยเพิ่มเติมที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา ๒๒.๓ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง๒๒.๓.๑ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรมีวุฒิปริญญาเอก หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเต็มเวลา โดยปฏิบัติงานเต็มเวลาในหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักสูตรนั้น๒๒.๓.๒ อาจารย์ผู้สอน ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาเอก หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน มีประสบการณ์ด้านการสอน และมีผลงานวิจัยเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา ๒๒.๔ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต๒๒.๔.๑ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน จำนวนอย่างน้อย ๓ คน ๒๒.๔.๒ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้๑) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ต้องเป็นผู้ที่ได้รับปริญญาเอก หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัย ที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม (ถ้ามี) ต้องเป็นอาจารย์ประจำ หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยฯ มีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ตำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒๒.๔.๓ กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ต้องประกอบด้วยอาจารย์ประจำและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยฯ มีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีความรู้ในเนื้อหาและวิธีการสอบวิทยานิพนธ์/การค้นคว้าอิสระ๒๒.๔.๔ อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ผู้สอบวัดคุณสมบัติ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับปริญญาเอก หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน มีประสบการณ์ด้านการสอนและมีผลงานการวิจัยเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา
ข้อ ๒๓ อาจารย์บัณฑิตศึกษาพิเศษ ในแต่ละหลักสูตรต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ ๒๓.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตและหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต๒๓.๑.๑ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับปริญญา ไม่ต่ำกว่าปริญญาโท หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน มีประสบการณ์ด้านการสอนและมีผลงานวิจัยเพิ่มเติมจากงานวิจัย ที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒๓.๑.๒ กรณีเป็นผู้ที่ไม่สังกัดสถาบันอุดมศึกษาและไม่มีคุณวุฒิ หรือตำแหน่งทางวิชาการตามข้อ ๒๓.๑.๑ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๒๓.๒ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงและหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต๒๓.๒.๑ ต้องได้รับปริญญาเอก หรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน มีประสบการณ์ด้านการสอน และมีผลงานการวิจัยเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา๒๓.๒.๒ กรณีเป็นผู้ที่ไม่สังกัดสถาบันอุดมศึกษาและไม่มีคุณวุฒิ หรือตำแหน่งทางวิชาการตามข้อ ๒๓.๒.๑ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น
ข้อ ๒๔ ภาระงานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ๒๔.๑ อาจารย์ประจำ ๑ คน ให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท และปริญญาเอกได้ไม่เกิน ๕ คน หากหลักสูตรใดมีอาจารย์ประจำที่มีศักยภาพพร้อมที่จะดูแลนักศึกษาได้มากกว่า ๕ คน ให้อยู่ในดุลพินิจของมหาวิทยาลัยฯ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๑๐ คน๒๔.๒ อาจารย์ประจำ ๑ คน ให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระของนักศึกษาปริญญาโทได้ไม่เกิน ๑๕ คนหากเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ ให้คิดสัดส่วนจำนวนนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ ๑ คน เทียบได้กับจำนวนนักศึกษาที่ค้นคว้าอิสระ ๓ คน ทั้งนี้ ให้นับรวมนักศึกษาที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาทั้งหมดในเวลาเดียวกัน๒๔.๓ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และ/หรือ อาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์ และ/หรืออาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรนั้นด้วย
หมวดที่ ๖การจัดการศึกษา-------------------- ข้อ ๒๕ แผนการเรียน หมายถึง รายวิชา ปัญหาพิเศษ และวิทยานิพนธ์/การค้นคว้าอิสระ ที่นักศึกษาจะต้องเรียนหรือดำเนินการให้แล้วเสร็จและครบตามหลักสูตรของแต่ละสาขาวิชา
ข้อ ๒๖ การลงทะเบียนเรียน ๒๖.๑ ให้นักศึกษาลงทะเบียนเรียนในแต่ละภาคการศึกษา ตามประกาศของมหาวิทยาลัย ๒๖.๒ ในภาคการศึกษาปกติ นักศึกษาต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาต้องไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต และต้องไม่เกิน ๑๕ หน่วยกิต ยกเว้นในกรณีที่นักศึกษามีหน่วยกิต คงเหลือตามหลักสูตรน้อยกว่า ๔ หน่วยกิต และ/หรือเหลือเฉพาะวิทยานิพนธ์หรือการค้นคว้าอิสระหรือได้รับความเห็นชอบจากคณบดี๒๖.๓ ในภาคการศึกษาฤดูร้อนจะลงทะเบียน ได้ไม่เกิน ๖ หน่วยกิต๒๖.๔ ในภาคการศึกษาแรกที่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยฯ นักศึกษาลงทะเบียนเรียนรายวิชาต่าง ๆ ต่ำกว่า ๖ หน่วยกิตไม่ได้ มิฉะนั้น จะถือว่าพันสภาพการเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย๒๖.๕ การลงทะเบียนเรียนรายวิชา เพื่อเข้าร่วมฟังการบรรยาย๒๖.๕.๑ การลงทะเบียนเรียนรายวิชาเพื่อเข้าร่วมฟังการบรรยาย หมายถึงการลงทะเบียนรายวิชาเป็นพิเศษ โดยไม่นับหน่วยกิตรวมเข้าในจำนวนหน่วยกิตในภาคการศึกษาและจำนวนหน่วยกิต ตามหลักสูตร๒๖.๕.๒ ให้บันทึกผลการประเมินรายวิชาลงในระเบียบเป็น AU เฉพาะผู้ที่มีเวลาเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมดของรายวิชานั้น๒๖.๖ การลงทะเบียนเรียนรายวิชาไม่นับหน่วยกิต โดย “รายวิชาไม่นับหน่วยกิต” หมายถึง รายวิชาที่กำหนดในหลักสูตร หรือรายวิชาที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรกำหนด ให้ศึกษาเพิ่มเติม โดยนักศึกษาต้องศึกษาและสอบผ่านได้ระดับคะแนนเป็น S โดยไม่นำมาคิดแต้มระดับคะแนนเฉลี่ย๒๖.๖.๑ นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ก แบบ ก ๑ และนักศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑ หลักสูตรอาจกำหนดให้เรียนรายวิชาไม่นับหน่วยกิต๒๖.๖.๒ นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต ที่ไม่มีพื้นฐานพอเพียงสำหรับการศึกษาในหลักสูตรที่เข้าศึกษา คณะกรรมการบริหารหลักสูตรอาจกำหนดให้เรียนรายวิชานอกเหนือจากหลักสูตร เพื่อเป็นพื้นฐานและจะต้องสอบผ่านโดยได้รับผลการประเมินระดับคะแนนเป็น S ๒๖.๖.๓ ให้บันทึกผลการประเมินรายวิชาลงในใบแสดงผลการศึกษาเป็น S หรือ U๒๖.๗ นักศึกษาที่ไม่มาลงทะเบียนภายใน ๑๕ วัน หลังจากวันเปิดภาคการศึกษาจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา๒๖.๘ การลงทะเบียนเพื่อรักษาสภาพการเป็นนักศึกษา๒๖.๘.๑ นักศึกษาที่ลงทะเบียนและเรียนครบตามแผนการเรียนแล้ว แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ให้ชำระค่าธรรมเนียมรักษาสภาพ ค่าธรรมเนียม และค่าบำรุง ตามระเบียบที่มหาวิทยาลัยฯ กำหนดไว้ทุกภาคการศึกษาจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา หรือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา๒๖.๘.๒ การลงทะเบียนเพื่อรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับจากวันเปิดภาคการศึกษา มิฉะนั้นจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา๒๖.๙ ในกรณีที่มีเหตุอันควร คณะอาจประกาศงดการเรียนการสอนรายวิชาใด หรือจำกัดจำนวน นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาใดก็ได้
ข้อ ๒๗ การขอเพิ่ม และถอนรายวิชา ๒๗.๑ การขอเพิ่มรายวิชา จะกระทำได้ภายใน ๒ สัปดาห์ นับตั้งแต่วันเปิดภาคการศึกษาสำหรับภาคการศึกษาปกติ หรือภายในสัปดาห์แรกนับตั้งแต่วันเปิดภาคการศึกษาสำหรับภาคการศึกษาฤดูร้อน๒๗.๒ การขอถอนรายวิชา๒๗.๒.๑ ในกรณีที่ขอถอนรายวิชาภายใน ๒ สัปดาห์นับจากวันเปิดภาคการศึกษาในภาคปกติ และสัปดาห์แรกนับจากวันเปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน รายวิชาที่ขอถอนจะไม่ปรากฏในระเบียนและให้ได้รับเงินลงทะเบียนคืน๒๗.๒.๒ ในกรณีที่ขอถอนรายวิชาหลังจาก ๒ สัปดาห์นับจากวันเปิดภาคการศึกษา ในภาคปกติและหลังจากสัปดาห์แรกนับจากวันเปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน ให้บันทึกระดับคะแนน W ในรายวิชาที่ขอถอน และจะไม่ได้รับเงินลงทะเบียนคืน๒๗.๒.๓ การถอนรายวิชาจะถอนได้ไม่เกิน ๒ สัปดาห์ก่อนสอบปลายภาคหากถอนรายวิชาหลังจาก ๒ สัปดาห์ก่อนสอบปลายภาค ให้ได้ระดับคะแนน F และจะไม่ได้รับเงินลงทะเบียนคืน๒๗.๓ การขอเพิ่ม และถอนรายวิชาในข้อ ๒๗.๑ และข้อ ๒๗.๒ ต้องไม่ขัดต่อการลงทะเบียนเรียนในข้อ ๒๖.๒ และข้อ ๒๖.๓๒๗.๔ การขอเพิ่ม และถอนรายวิชาที่ไม่สามารถดำเนินการตามข้อ ๒๗.๑ ข้อ ๒๗.๒ และข้อ ๒๗.๓ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และได้รับอนุมัติจากคณบดี
ข้อ ๒๘ การลาพักการศึกษา การลาพักการศึกษา หมายถึง การที่นักศึกษายังเรียนไม่ครบตามแผนการเรียน แต่มีความประสงค์ขอหยุดเรียนชั่วคราว โดยขอรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาไว้เป็นคราว ๆ ไป๒๘.๑ นักศึกษาจะมีสิทธิ์ลาพักการศึกษาได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา และได้รับอนุมัติจากคณบดีภายในช่วงเวลาถอนรายวิชาเรียน หรือตามประกาศของมหาวิทยาลัย โดยถือเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติดังต่อไปนี้ ๒๘.๑.๑ ถูกเกณฑ์หรือระดมเข้ารับราชการทหารกองประจำการ๒๘.๑.๒ ได้รับทุนแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศ หรือทุนอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อ การศึกษาหรือการวิจัยในหลักสูตร ซึ่งมหาวิทยาลัยฯ เห็นสมควรสนับสนุน๒๘.๑.๓ เจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานานเกินร้อยละ ๒๐ ของเวลาเรียนทั้งหมด โดยมีใบรับรองแพทย์แสดง๒๘.๑.๔ มีความจำเป็นส่วนตัว ทั้งนี้ต้องศึกษามาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ภาคการศึกษา๒๘.๒ การลาพักการศึกษาตามข้อ ๒๘.๑.๑ ให้เป็นไปตามความต้องการของราชการทหาร และการลาพักการศึกษาตามข้อ ๒๘.๑.๒ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของทุนที่ได้รับ การลาพักการศึกษาตามข้อ ๒๘.๑.๓ และข้อ ๒๘.๑.๔ จะกระทำได้ครั้งละไม่เกิน ๒ ภาคการศึกษาติดต่อกัน ถ้ามีความจำเป็นต้องลาพักการศึกษาต่อไปอีก ให้ยื่นคำร้องขอลาพักการศึกษาได้อีกไม่เกิน ๑ ภาคการศึกษา ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณบดี๒๘.๓ ในกรณีที่นักศึกษาได้รับอนุญาตให้ลาพักการศึกษาให้นับระยะเวลาที่ลาพักอยู่ในระยะเวลาของการศึกษาด้วย ยกเว้นนักศึกษาที่ได้รับอนุญาตให้ลาพักตามข้อ ๒๘.๑.๑๒๘.๔ นักศึกษาต้องรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้ลาพักการศึกษา โดยชำระค่าธรรมเนียมค่ารักษาสภาพการเป็นนักศึกษาตามระเบียบมหาวิทยาลัยฯ และให้นักศึกษามาดำเนินการรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน หลังเปิดภาคการศึกษามิฉะนั้นจะพันสภาพการเป็นนักศึกษา ยกเว้นการลาพักการศึกษาตามข้อ ๒๘.๑.๑๒๘.๕ นักศึกษาที่ได้รับอนุญาตให้ลาพักการศึกษา เมื่อจะกลับเข้าศึกษาต้องยื่นคำร้องขอกลับเข้าศึกษาต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และต้องได้รับอนุมัติจากคณบดีก่อนกำหนดการลงทะเบียนไม่น้อยกว่า ๑ สัปดาห์๒๘.๖ การลาพักการศึกษาที่ไม่เป็นไปตามข้อ ๒๘.๑.๑ ถึงข้อ ๒๘.๑.๔ ให้อยู่ในดุลพินิจของอธิการบดี๒๘.๗ การลาพักการศึกษาในระหว่างภาคการศึกษา จะมีผลดังกรณีต่อไปนี้๒๘.๗.๑ ถ้าวันที่ขอลาพักการศึกษาอยู่ในระหว่าง ๒ สัปดาห์แรก นับจากวันเปิดภาคการศึกษาในภาคปกติ และสัปดาห์แรกนับจากวันเปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน รายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียนทั้งหมดจะไม่ปรากฏในระเบียน๒๘.๗.๒ ถ้าวันที่ขอลาพักการศึกษา พ้นกำหนด ๒ สัปดาห์แรก นับจากวันเปิดภาคการศึกษาในภาคปกติ และหลังจากสัปดาห์แรกนับจากวันเปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน ให้บันทึกระดับคะแนน W ในระเบียนทุกรายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียนในภาคการศึกษา นั้น
ข้อ ๒๙ การพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา นักศึกษาจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาในกรณีดังต่อไปนี้ ๒๙.๑ ตาย ๒๙.๒ ลาออก ๒๙.๓ ขาดคุณสมบัติของการเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยข้อหนึ่งข้อใด ตามข้อ ๑๔ ๒๙.๔ ศึกษาครบถ้วนตามหลักสูตร และได้รับอนุมัติให้สำเร็จการศึกษา ๒๙.๕ คณบดีสั่งให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ในกรณีดังต่อไปนี้๒๙.๕.๑ ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาการศึกษาตาม ข้อ ๑๓ ๒๙.๕.๒ ไม่ลงทะเบียนเรียน และ/หรือ ไม่ชำระค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าลงทะเบียนเรียน หรือค่าบำรุงการศึกษาในเวลาที่กำหนด๒๙.๕.๓ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการพักการศึกษา๒๙.๕.๔ ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวดที่ ๗ ๒๙.๖ การพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา เนื่องจากความผิดทางวินัยตามความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย
ข้อ ๓๐ การคืนสภาพการเป็นนักศึกษา๓๐.๑ นักศึกษาที่ถูกถอนชื่อออกเนื่องจากไม่มาลงทะเบียน กลับเข้าเป็นนักศึกษาได้ หากมีเหตุอันสมควร ทั้งนี้ต้องไม่พ้นกำหนด ๑ ปี๓๐.๒ การคืนสภาพการเป็นนักศึกษา ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณบดีและได้รับอนุมัติจากอธิการบดี๓๐.๓ นักศึกษาต้องชำระค่าธรรมเนียมการคืนสภาพการเป็นนักศึกษา ค่าบำรุงและค่าลงทะเบียนเรียน ตามระเบียบมหาวิทยาลัยฯ๓๐.๔ นักศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้คืนสภาพการเป็นนักศึกษา จะมีสภาพการเป็นนักศึกษาเช่นเดียวกับสภาพเดิมก่อนพ้นสภาพ ทั้งนี้ การนับระยะเวลาการศึกษาให้เป็นไปตามข้อ ๑๓
ข้อ ๓๑ การลาออก นักศึกษาที่ประสงค์จะลาออกจากการเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ให้ยื่นคำร้องต่อคณบดีผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหารหลักสูตร การลาออกจะมีผลสมบูรณ์เมื่อนักศึกษาได้รับอนุมัติให้ลาออก
ข้อ ๓๒ การเปลี่ยนสาขาวิชาและแผนการศึกษา นักศึกษาอาจขอเปลี่ยนสาขาวิชา หรือเปลี่ยนแผนการศึกษา ในคณะเดียวกันได้ เมื่อได้ศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษา ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และได้รับอนุมัติจากคณบดี
ข้อ ๓๓ การลงทะเบียนรายวิชาในมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยอื่น๓๓.๑ นักศึกษาอาจขอลงทะเบียนรายวิชาในมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยอื่นได้ โดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และได้รับอนุมัติจากคณบดีโดยถือเกณฑ์ ดังนี้๓๓.๑.๑ รายวิชาที่หลักสูตรกำหนด มิได้เปิดสอนในมหาวิทยาลัยฯ ในภาคการศึกษาและปีการศึกษานั้น๓๓.๑.๒ รายวิชาที่มหาวิทยาลัยฯ หรือมหาวิทยาลัยอื่นเปิดสอน ต้องมีเนื้อหาที่เทียบเคียงกันได้ หรือมีเนื้อหาสาระครอบคลุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของรายวิชาในหลักสูตร๓๓.๑.๓ รายวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา หรือการทำวิทยานิพนธ์ หรือการค้นคว้าอิสระของนักศึกษา๓๓.๒ ให้นำหน่วยกิต และการศึกษาของรายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนต่างมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยไปเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการศึกษาตามหลักสูตรที่นักศึกษากำลังศึกษาอยู่๓๓.๓ นักศึกษาต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าลงทะเบียน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ตามที่มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยอื่นที่นักศึกษาไปเรียนนั้นกำหนด
หมวดที่ ๗การวัดผลและประเมินผลการศึกษา--------------------
ข้อ ๓๔ การสอบรายวิชา เป็นการสอบเพื่อวัดว่านักศึกษามีความรู้ในวิชานั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นการสอบข้อเขียนหรือการประเมินผลการศึกษาโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ต้องประกาศถึงวิธีการสอบ และเกณฑ์การพิจารณาผลการสอบให้นักศึกษาทราบล่วงหน้าตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา การวัดผลและประเมินผลรายวิชาให้คณบดีเป็นผู้อนุมัติ
ข้อ ๓๕ การสอบประมวลความรู้ (Comprehensive Examination) ๓๕.๑ การสอบประมวลความรู้ ใช้สำหรับนักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิตแผน ข๓๕.๒ การสอบประมวลความรู้ ประกอบด้วย การสอบข้อเขียน และการสอบปากเปล่า การสอบข้อเขียนให้ดำเนินการจัดสอบทุกหมวดวิชาในคราวเดียวกัน เพื่อวัดความสามารถและศักยภาพในการนำหลักวิชาการ และประสบการณ์การเรียนไปประยุกต์ใช้๓๕.๓ คณะกรรมการบริหารหลักสูตร รับผิดชอบในการจัดสอบประมวลความรู้ อย่างน้อยภาคการศึกษาละ ๑ ครั้ง เมื่อมีนักศึกษายื่นคำร้องขอสอบ๓๕.๔ นักศึกษาจะมีสิทธิ์ขอสอบประมวลความรู้ได้ เมื่อสอบผ่านรายวิชาครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร โดยได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐๓๕.๕ นักศึกษาที่ประสงค์จะขอสอบ ต้องยื่นคำร้องขอสอบผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา๓๕.๖ ให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตร เสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบประมวลความรู้ จำนวน ๓ - ๕ คน ต่อคณบดีเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง โดยกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสอบคณะกรรมการสอบเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการสอบ และให้รายงานผลการสอบต่อคณบดีโดยผ่านคระกรรมการบริหารหลักสูตร ภายใน ๔ สัปดาห์ หลังจากเสร็จสิ้นการสอบ๓๕.๗ ผู้ที่สอบไม่ผ่าน/ไม่เป็นที่พอใจมีสิทธิ์ขอสอบแก้ตัวได้อีก ๑ ครั้ง ภายใน ๑ ปี นับจากการสอบครั้งแรก มิฉะนั้นจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา
ข้อ ๓๖ การสอบภาษาต่างประเทศ๓๖.๑นักศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษาทุกคน ก่อนจบหลักสูตรจะต้องสอบผ่านภาษาต่างประเทศอย่างน้อย ๑ ภาษา การสอบภาษาใดให้อยู่ในดุลพินิจของ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรโดยความเห็นชอบของคณบดี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมหลักสูตร ๓๖.๒ วิธีการและเกณฑ์การสอบภาษาต่างประเทศ ให้เป็นไปตามประกาศคณะหรือมหาวิทยาลัยฯ
ข้อ ๓๗ การสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination)๓๗.๑ การสอบวัดคุณสมบัติ เป็นการสอบเพื่อประเมินความพร้อมสำหรับนักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แบบ ก ๑ และนักศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑ และแบบ ๒ เพื่อวัดว่านักศึกษามีความรู้พื้นฐานและมีความพร้อมในการทำวิทยานิพนธ์ และเพื่อมีสิทธิ์เสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ๓๗.๒ ให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตร จัดสอบวัดคุณสมบัติอย่างน้อยภาคการศึกษาละ ๑ ครั้ง เมื่อมีนักศึกษายื่นคำร้องขอสอบ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตร๓๗.๓ การสอบวัดคุณสมบัติประกอบด้วยการสอบข้อเขียน และการสอบปากเปล่า๓๗.๔ ให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตร เสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบวัดคุณสมบัติจำนวน ๓ – ๕ คน ต่อคณบดีเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง โดยกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสอบ คณะกรรมการ สอบเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการสอบ และให้รายงานผลการสอบต่อคณบดี โดยผ่านคณะกรรมการบริหารหลักสูตร ภายใน ๒ สัปดาห์ หลังจากเสร็จสิ้นการสอบ๓๗.๕ นักศึกษาจะมีสิทธิ์สอบวัดคุณสมบัติ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหารหลักสูตรว่ามีความรู้พื้นฐานพร้อมที่จะสอบได้๓๗.๖ นักศึกษาที่ประสงค์จะขอสอบต้องยื่นคำร้อง ขอสอบผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารหลักสูตร ไปยังคณะและชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบมหาวิทยาลัยฯ๓๗.๗ เมื่อนักศึกษาได้รับอนุมัติให้สอบในภาคการศึกษาใด ๆ แล้ว ถ้าขาดสอบโดยไม่มีเหตุผลอันควร ถือว่าสอบไม่ผ่านในการสอบคราวนั้น ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการสอบ๓๗.๘ ผู้ที่สอบครั้งแรกไม่ผ่าน/ไม่เป็นที่พอใจ มีสิทธิ์สอบแก้ตัวได้อีก ๑ ครั้งภายในเวลาไม่เร็วกว่า ๓๐ วัน นับจากวันสอบครั้งแรก ผู้ที่สอบครั้งที่สองไม่ผ่าน/ไม่เป็นที่พอใจให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา๓๗.๙ นักศึกษาสอบวัดคุณสมบัติให้ผ่าน โดยได้ผลการประเมินระดับคะแนนเป็น S ภายในระยะเวลาตามหลักสูตรต่าง ๆ ต่อไปนี้ โดยนับตั้งแต่ภาคการศึกษาแรกที่เข้าศึกษา มิฉะนั้นจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ๓๗.๙.๑ หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แบบ ก ๑ ภายใน ๓ ภาคการศึกษาปกติ ๓๗.๙.๒ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๑ ภายใน ๔ ภาคการศึกษาปกติ ๓๗.๙.๓ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๒ ภายใน ๔ ภาคการศึกษาปกติ ๓๗.๙.๔ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต แบบ ๒.๑ ภายใน ๖ ภาคการศึกษาปกติ ๓๗.๙.๕ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต แบบ ๒.๒ ภายใน ๔ ภาคการศึกษาปกติ
ข้อ ๓๘ การประเมินผลการศึกษา จะต้องกระทำเมื่อสิ้นภาคการศึกษาแต่ละภาคการศึกษาโดยให้ผลการประเมินเป็นระดับคะแนน (Grade) ซึ่งระดับคะแนน ค่าระดับคะแนน และผลการศึกษาเป็นดังนี้
ระดับคะแนน ค่าระดับคะแนน ผลการศึกษาก หรือ A ๔.๐ ดีเยี่ยม (Excellent)ข+ หรือ B+ ๓.๕ ดีมาก (Very Good)ข หรือ B ๓.๐ ดี (Good)ค+ หรือ C+ ๒.๕ ดีพอใช้ (Fairly Good)ค หรือ C ๒.๐ พอใช้ (Fair)ง+ หรือ D+ ๑.๕ อ่อน (Poor)ง หรือ D ๑.๐ อ่อนมาก (Very Poor) ระดับคะแนน ค่าระดับคะแนน ผลการศึกษาต หรือ F ๐ ตก (Fail)พ.จ. หรือ S - พอใจ (Satisfactory)ม.จ. หรือ U - ไม่พอใจ (Unsatisfactory)ม.ส. หรือ I - ไม่สมบูรณ์ (Incomplete)ถ หรือ W - ถอนรายวิชา (Withdrawn)ม.น. หรือ AU - ไม่นับหน่วยกิต (Audit)
ข้อ ๓๙ การประเมินผลการสอบประมวลความรู้ การสอบวัดคุณสมบัติ การสอบภาษาต่างประเทศ การสอบวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ
๓๙.๑ การประเมินผลการสอบประมวลความรู้ การสอบวัดคุณสมบัติ การสอบภาษาต่างประเทศ ให้ผลการประเมินเป็นระดับคะแนน ดังนี้
ระดับคะแนน ผลการศึกษา S สอบผ่าน/เป็นที่น่าพอใจ (Satisfactory) U สอบไม่ผ่าน/ไม่เป็นที่น่าพอใจ (Unsatisfactory) ๓๙.๒ การประเมินผลวิทยานิพนธ์/การค้นคว้าอิสระ ให้ผลการประเมินเป็นระดับคะแนน ดังนี้ ระดับคะแนน ผลการศึกษา
P ผ่าน (Pass) F ตก (Fail)
ข้อ ๔๐ การคำนวณหน่วยกิตสะสมและระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม๔๐.๑ การคำนวณหน่วยกิตสะสม และค่าระดับคะแนนเฉลี่ย ให้กระทำเมื่อสิ้นแต่ละภาคการศึกษา๔๐.๒ หน่วยกิตสะสม คือ จำนวนหน่วยกิตของรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน ทั้งหมดที่ได้รับค่าระดับคะแนนตามข้อ 38 ๔๐.๓ ค่าระดับคะแนนเฉลี่ย มี ๒ ประเภท คือ ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยประจำภาค และค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม การคำนวณค่าระดับคะแนนเฉลี่ยให้ทำดังนี้๔๐.๓.๑ ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยประจำภาค คำนวณจากผลการศึกษาของนักศึกษาในภาคการศึกษานั้น โดยเอาผลรวมของผลคูณของหน่วยกิต กับค่าระดับคะแนนของผลการศึกษาแต่ละรายวิชา ในระดับบัณฑิตศึกษาที่นักศึกษาได้รับเป็นตัวตั้ง หารด้วยผลรวมของหน่วยกิต รายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาในภาคการศึกษานั้น ๆ๔๐.๓.๒ ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม ให้คำนวณจากผลการศึกษาของนักศึกษา ตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยฯ จนถึงการประเมินผลครั้งสุดท้าย โดยเอาผลรวมของผลคูณของหน่วยกิตกับค่าระดับคะแนนของผลการศึกษาแต่ละรายวิชา ที่นักศึกษาได้รับเป็นตัวตั้งหารด้วยหน่วยกิตสะสม
ข้อ ๔๑ สภาพการเป็นนักศึกษา และการเรียนซ้ำ๔๑.๑ นักศึกษาที่ได้รับแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยประจำภาค ต่ำกว่า ๒.๕๐ เมื่อสิ้นภาคการศึกษาแรกที่ลงทะเบียนเรียน หรือได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า ๒.๕๐ จะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา๔๑.๒ เมื่อสิ้นภาคการศึกษาใด ๆ นักศึกษาที่ได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ ๒.๕๐ ขึ้นไป แต่ต่ำกว่า ๓.๐๐ จะต้องทำแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมให้ได้ ๓.๐๐ ภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ดังนี้๔๑.๒.๑ สองภาคการศึกษาถัดไป สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตและประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง๔๑.๒.๒ หนึ่งภาคการศึกษาถัดไป สำหรับนักศึกษาปริญญามหาบัณฑิตและนักศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิต๔๑.๓ ในกรณีที่นักศึกษาได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ ๒.๕๐ ขึ้นไป แต่ต่ำกว่า ๓.๐๐ ให้มีสถานภาพ “รอพินิจ” การรอพินิจนั้นให้นับทุกภาคการศึกษา๔๑.๔ นักศึกษาที่ได้รับระดับคะแนนรายวิชาต่ำกว่า C หรือได้รับผลการประเมินการศึกษาเป็นระดับคะแนน U ในรายวิชาบังคับตามหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา จะต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชานั้นซ้ำ ๔๑.๕ นักศึกษาที่ได้รับระดับคะแนนรายวิชาต่ำกว่า C หรือได้รับผลการประเมินการศึกษาเป็นระดับคะแนน U ในรายวิชาเลือกตามหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา อาจจะลงทะเบียนเรียนวิชาอื่นแทนได้ โดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหารหลักสูตร๔๑.๖ นักศึกษาจะลงทะเบียนเรียนซ้ำรายวิชาที่เคยลงทะเบียนเรียนไปแล้ว มิได้ยกเว้นการเรียนซ้ำตามความในข้อ ๔๑.๔ หรือข้อ ๔๑.๕
ข้อ ๔๒ การเทียบโอนหน่วยกิต ให้เป็นไปตามประกาศ ว่าด้วยการเทียบโอนผลการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ๔๒.๑ เทียบโอนหน่วยกิตที่ได้จากรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษา ในขณะที่เป็นนักศึกษาสามัญของมหาวิทยาลัยฯ หรือมหาวิทยาลัยอื่น ที่ได้ศึกษามาแล้วไม่เกิน ๕ ปีการศึกษา นับจากปีการศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชานั้น กระทำได้โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการบริหารหลักสูตรและคณบดี โดยแต่ละรายวิชาที่ขอเทียบโอนต้องได้แต้มระดับคะแนนไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ รายวิชาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยฯ หรือต่างมหาวิทยาลัย เทียบโอนได้ไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยกิต ของรายวิชาทั้งหมดในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยฯ ทั้งนี้ไม่นับรวมวิชาวิทยานิพนธ์/การค้นคว้าอิสระ๔๒.๒ รายวิชาที่เทียบโอนหน่วยกิต ให้แสดงชื่อรายวิชา จำนวนหน่วยกิต และระดับคะแนน ในใบแสดงผลการศึกษาที่หลักสูตรรับโอน โดยไม่นำมาคิดแต้มระดับคะแนนเฉลี่ย๔๒.๓ หน่วยกิตที่ได้จากการเข้าร่วมศึกษาขณะเป็นนักศึกษาพิเศษ ไม่สามารถเทียบโอนได้
ข้อ ๔๓ การลงโทษนักศึกษาที่ทุจริตในการสอบรายวิชา หรือการคัดลอกวิทยานิพนธ์/ผลงานการค้นคว้าอิสระของผู้อื่น๔๓.๑ การลงโทษนักศึกษาที่ทุจริตในการสอบรายวิชา ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ ว่าด้วยการสอบของนักศึกษา๔๓.๒ การลงโทษนักศึกษาที่คัดลอกวิทยานิพนธ์/ผลงานการค้นคว้าอิสระ ของผู้อื่นหรือให้ผู้อื่นจัดทำให้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสอบ ในการเสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตรเพื่อแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบ และพิจารณาตามสมควรแก่กรณีดังต่อไปนี้๔๓.๒.๑ กรณีที่ตรวจสอบพบในขณะที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยนักศึกษา และมีโทษสูงสุดให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา๔๓.๒.๒ กรณีที่ตรวจสอบพบ เมื่อได้มีการอนุมัติปริญญาไปแล้ว ให้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและคณบดี เพื่อนำเสนอสภามหาวิทยาลัยฯ พิจารณาเพิกถอนปริญญา
หมวดที่ ๘การทำและการสอบวิทยานิพนธ์--------------------
ข้อ ๔๔ วิทยานิพนธ์ หมายถึง เรื่องที่เขียนเรียบเรียงขึ้นจากผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าวิจัย หรือสำรวจ อันเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ผู้ศึกษาต้องทำเพื่อสิทธิในการรับปริญญาตามที่มหาวิทยาลัยฯได้กำหนดไว้ นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ก และนักศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิตต้องทำวิทยานิพนธ์
ข้อ ๔๕ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้๔๕.๑ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญามหาบัณฑิต ให้มีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ๑ คน ในกรณีที่มีความจำเป็นอาจเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมได้อีก ๑ คน๔๕.๒ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ให้มีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ๑ คน ในกรณีที่มีความจำเป็นอาจเสนออาจารย์ที่ปรึกษาที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมได้อีกไม่เกิน ๒ คน๔๕.๓ กรณีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักเป็นอาจารย์บัณฑิตศึกษาพิเศษ ให้มีอาจารย์บัณฑิตศึกษาประจำ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอย่างน้อย ๑ คน
ข้อ ๔๖ คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ หมายถึง คณะกรรมการที่คณะแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำการสอบวิทยานิพนธ์ โดยมีกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสอบ คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์มีจำนวนและองค์ประกอบดังนี้๔๖.๑ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญามหาบัณฑิตให้มีคณะกรรมการสอบ จำนวนไม่เกิน ๔ คน แต่ไม่ต่ำกว่า ๓ คน ประกอบด้วย อาจารย์ประจำ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยฯ ในสาขาวิชาที่สัมพันธ์กันอย่างน้อย ๑ คน เพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการสอบในนามผู้แทนคณะ และอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ต้องไม่เป็นประธานกรรมการสอบ๔๖.๒ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้มีคณะกรรมการสอบ จำนวน ๕ คน ประกอบด้วย อาจารย์ประจำ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่สัมพันธ์กันอย่างน้อย ๑ คน และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยฯ ๑ คน เพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการสอบในนามผู้แทนคณะ และอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ต้องไม่เป็นประธานกรรมการสอบ
ข้อ ๔๗ การเสนอหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ นักศึกษาจะเสนอหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ได้ ต้องลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๓ หน่วยกิต ในภาคการศึกษานั้นและดำเนินการ ดังนี้๔๗.๑ นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ก ๑ ทำเฉพาะวิทยานิพนธ์ต้องสอบวัดคุณสมบัติผ่าน/เป็นที่พอใจแล้ว๔๗.๒ นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ก ๒ ต้องศึกษารายวิชาตามแผนการเรียนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๙ หน่วยกิต และต้องได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐๔๗.๓ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต ต้องสอบวัดคุณสมบัติผ่าน/เป็นที่น่าพอใจแล้ว และต้องสอบผ่านภาษาต่างประเทศตามประกาศคณะ๔๗.๔ การพิจารณาหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้เป็นไปตามขั้นตอนที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรกำหนด๔๗.๕ หัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ที่จะเสนอขออนุมัติ ต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แล้วจึงเสนอต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรเพื่อพิจารณา และให้นำผลการพิจารณาเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย๔๗.๖ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว หากเป็นการเปลี่ยนแปลงหัวข้อวิทยานิพนธ์ หรือสาระสำคัญของวิทยานิพนธ์ ให้การประเมินผลวิทยานิพนธ์ที่ลงทะเบียนผ่านมาทั้งหมดเป็นระดับคะแนน U นักศึกษาต้องลงทะเบียนและยื่นขออนุมัติหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ใหม่ โดยให้นับเวลาจากวันที่ได้รับอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ครั้งสุดท้าย
ข้อ ๔๘ การสอบหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ นักศึกษามหาบัณฑิต และนักศึกษาดุษฎีบัณฑิต สอบหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ และสอบความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์๔๘.๑ นักศึกษาต้องยื่นคำร้องพร้อมหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์โดยย่อตามรูปแบบที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด จำนวน ๕ ชุด ต่อคณะก่อนวันสอบเป็นเวลาอย่างน้อย ๕ วันทำการ และเมื่อได้รับอนุมัติให้มีการสอบ คณะจะประกาศวัน เวลา และสถานที่ให้ทราบโดยทั่วกัน๔๘.๒ การสอบหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องขอสอบวิทยานิพนธ์และได้รับอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ที่เสนอ มิฉะนั้นจะต้องเสนอหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ใหม่๔๘.๓ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ รายงานผลการสอบหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ไปยังคณะหลังจากเสร็จสิ้นการสอบ ถ้าผลการสอบหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ผ่าน คณะจะประกาศอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้ทราบทั่วกัน แต่ถ้าต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้นักศึกษาดำเนินการแก้ไข แล้วเสนอผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และเสนอต่อคณะภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันสอบ๔๘.๔ การสอบความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบความก้าวหน้าในการทำวิทยานิพนธ์และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา อันจะส่งผลให้นักศึกษาประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์มากขึ้น นักศึกษาต้องสอบความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ โดยคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ นักศึกษาจะขอสอบความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ได้ ต้องลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนหน่วยกิตวิทยานิพนธ์ในหลักสูตรนั้น๔๘.๕ ให้ประธานการสอบวิทยานิพนธ์ รายงานผลการสอบความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ไปยังคณะทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการสอบ๔๘.๖ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ต้องแจ้งผลการประเมินความก้าวหน้าในการทำวิทยานิพนธ์ไปยังคณะ ก่อนวันอนุมัติผลการศึกษาทุกภาคการศึกษา
ข้อ ๔๙ การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์๔๙.๑ นักศึกษามีสิทธิ์ขอสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ได้ เมื่อนักศึกษาทำวิทยานิพนธ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว และอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์อนุญาตให้สอบและเป็นไปตามข้อกำหนดดังนี้๔๙.๑.๑ ได้รับอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์แล้ว ไม่น้อยกว่า ๑๒๐ วัน๔๙.๑.๒ มีคุณสมบัติอื่น ๆ ครบตรงตามข้อกำหนดในหลักสูตร๔๙.๑.๓ ได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ให้ขอสอบวิทยานิพนธ์ได้๔๙.๒ การยื่นคำร้องขอสอบวิทยานิพนธ์๔๙.๒.๑ หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต นักศึกษายื่นคำร้องก่อนวันสอบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วันทำการ๔๙.๒.๒ หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต นักศึกษายื่นคำร้องก่อนวันสอบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ วันทำการ๔๙.๒.๓ ยื่นคำร้องขอสอบพร้อมสำเนาบทคัดย่อตามรูปแบบที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด จำนวน ๕ ชุด พร้อมทั้งวิทยานิพนธ์ฉบับสอบ จำนวนเท่ากับกรรมการสอบเพื่อคณะจะได้ ดำเนินการ จัดส่งให้กรรมการสอบ และอีก ๑ เล่ม เพื่อให้คณะตรวจรูปแบบ นักศึกษาต้องแก้ไขรูปแบบให้ถูกต้องตามที่คณะได้ตรวจสอบและเสนอแนะ๔๙.๒.๔ เมื่อได้รับอนุมัติให้สอบวิทยานิพนธ์ คณะจะประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบให้ทราบโดยทั่วกัน ล่วงหน้าก่อนสอบ ๗ วัน๔๙.๓ การสอบวิทยานิพนธ์ ให้เป็นการสอบแบบปากเปล่าอย่างเปิดเผย นักศึกษาและผู้สนใจอื่น ๆ สามารถเข้าร่วมรับฟังได้ตามกำหนดวัน เวลา และสถานที่ ตามที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนดในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ โดยผู้เข้าร่วมรับฟังไม่มีสิทธิ์ในการสอบถามเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสอบ๔๙.๔ ในการสอบจะต้องมีคณะกรรมการสอบ ดังนี้๔๙.๔.๑ ระดับปริญญามหาบัณฑิต ให้ถือตามเกณฑ์ ในข้อ ๔๖.๑๔๙.๔.๒ ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ให้ถือตามเกณฑ์ ในข้อ ๔๖.๒
ข้อ ๕๐ การตัดสินผลการสอบวิทยานิพนธ์๕๐.๑ เมื่อการสอบวิทยานิพนธ์เสร็จสิ้น ให้คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์อภิปรายแสดงความคิดเห็นและลงมติ พร้อมตัดสินผลการสอบวิทยานิพนธ์ตามเกณฑ์ดังนี้๕๐.๑.๑ “ผ่าน” หมายถึง การที่นักศึกษาแสดงผลงานวิทยานิพนธ์และตอบข้อซักถามได้เป็นที่น่าพอใจของคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ไม่ต้องมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมสาระสำคัญ นักศึกษาสามารถจัดพิมพ์รูปเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ส่งคณะได้ทันที๕๐.๑.๒ “ผ่านโดยมีเงื่อนไข” หมายถึง การที่นักศึกษายังไม่สามารถแสดงผลงานวิทยานิพนธ์หรือตอบข้อซักถามให้เป็นที่พอใจ ของคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้อย่างสมบูรณ์ คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ พิจารณาเห็นสมควรให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมสาระสำคัญ และ/หรือเรียบเรียงวิทยานิพนธ์ตามที่คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เสนอแนะไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ให้คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์กำหนดระยะเวลาที่นักศึกษา จะต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงวิทยานิพนธ์ในระดับมหาบัณฑิตต้องไม่เกิน ๖๐ วันและในระดับดุษฎีบัณฑิตต้องไม่เกิน ๙๐ วัน นับจากวันสอบวิทยานิพนธ์๕๐.๑.๓ “ไม่ผ่าน” หมายถึง การที่นักศึกษาไม่สามารถแสดงผลงานวิทยานิพนธ์ให้เป็นที่พอใจของคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ และ/หรือไม่สามารถตอบข้อซักถามของคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ ซึ่งแสดงว่านักศึกษาผู้นั้นไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงสาระของวิทยานิพนธ์ที่ตนได้ทำกรณีที่นักศึกษาสอบครั้งแรกไม่ผ่านให้นักศึกษายื่นคำร้องขอสอบใหม่ได้อีก ๑ ครั้ง ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์กำหนด๕๐.๒ กรณีนักศึกษาไม่สามารถปฏิบัติตามการตัดสินผลการสอบวิทยานิพนธ์ของคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสอบ “ผ่านโดยมีเงื่อนไข” หรือสอบ “ไม่ผ่าน” ผลการสอบจะถูกปรับเป็นระดับคะแนน U นักศึกษาต้องดำเนินการลงทะเบียนวิทยานิพนธ์และจัดทำวิทยานิพนธ์ภายใต้หัวข้อใหม่ พร้อมทั้งเริ่มขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์ใหม่ทั้งหมด๕๐.๓ ให้ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ รายงานผลการสอบไปยังคณะกรรมการบริหารหลักสูตร คณะ และบัณฑิตวิทยาลัย ภายใน ๑ สัปดาห์ นับจากวันสอบ
ข้อ ๕๑ การเรียบเรียงวิทยานิพนธ์ ๕๑.๑ ภาษาที่ใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในหลักสูตร ในกรณีที่ไม่ได้กำหนดไว้ในหลักสูตร ให้นักศึกษาแจ้งความประสงค์เป็นกรณีพิเศษ ผ่านคณะกรรมการบริหารหลักสูตร ๕๑.๒ รูปแบบการจัดรูปเล่มให้เป็นไปตามคู่มือการจัดทำวิทยานิพนธ์ ของบัณฑิตวิทยาลัย
ข้อ ๕๒ นักศึกษาต้องส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ ที่มีลายมือชื่อคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ครบถ้วนทุกคน จำนวน ๕ เล่ม พร้อมด้วยแผ่นบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์และบทคัดย่อตามแบบที่กำหนดให้บัณฑิตวิทยาลัย ภายในวันอนุมัติผลประจำภาคการศึกษา ในกรณีที่นักศึกษามีข้อผูกพันต้องมอบวิทยานิพนธ์ให้แก่หน่วยงานใด ให้นักศึกษาจัดส่งไปยังหน่วยงานนั้นด้วย
ข้อ ๕๓ การยกเลิกผลการสอบวิทยานิพนธ์ ในกรณีที่บัณฑิตวิทยาลัยไม่ได้รับเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา ๖๐ วัน สำหรับปริญญามหาบัณฑิต และ ๙๐ วัน สำหรับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หลังจากวันสอบวิทยานิพนธ์ผ่าน บัณฑิตวิทยาลัยจะยกเลิกผลการสอบและประเมินผลวิทยานิพนธ์ที่ลงทะเบียนผ่านมาทั้งหมดเป็นระดับคะแนน U หากนักศึกษายังต้องการรับปริญญานั้นอีก นักศึกษาต้องลงทะเบียนและเริ่มขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์ใหม่ทั้งหมด
ข้อ ๕๔ ในกรณีที่สอบวิทยานิพนธ์แล้ว แต่ยังไม่ส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ต่อบัณฑิตวิทยาลัย ภายในวันอนุมัติผลประจำภาคการศึกษา ให้ถือว่านักศึกษาผู้นั้นยังไม่สำเร็จการศึกษา นักศึกษาจะต้องลงทะเบียนรักษาสภาพการเป็นนักศึกษา ทั้งนี้ต้องไม่ขัดแย้งกับระยะเวลาในข้อ ๕๓
ข้อ ๕๕ วิทยานิพนธ์ที่ได้รับอนุมัติจากบัณฑิตวิทยาลัย จึงจะถือว่าเป็นวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ และให้นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรในวิทยานิพนธ์ เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ นักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เรื่องนั้น ๆ สามารถนำไปเผยแพร่ในเชิงวิชาการได้ แต่การนำเนื้อหาหรือผลการศึกษาไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่มหาวิทยาลัยฯ กำหนด กรณีที่การทำวิทยานิพนธ์ได้รับทุนวิจัยที่มีข้อผูกพันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตรโดยได้รับความเห็นชอบจากมหาวิทยาลัยฯ ให้ดำเนินการตามข้อผูกพันนั้น ๆ
หมวดที่ ๙การทำและการสอบการค้นคว้าอิสระ--------------------
ข้อ ๕๖ การค้นคว้าอิสระ เป็นการค้นคว้าอิสระของนักศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา การค้นคว้าอิสระอาจทำในรูปของวิจัย การประยุกต์ทฤษฎี วิจัยปฏิบัติการ วิจัยในชั้นเรียน ชุดการสอน ชุดฝึกอบรม กรณีศึกษา สิ่งประดิษฐ์ การรวบรวมและวิเคราะห์งานวิชาการ หรือการสร้างผลงานวิชาการในลักษณะอื่น ๆ ที่อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระเห็นสมควร
ข้อ ๕๗ อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ ประกอบด้วยอาจารย์บัณฑิตศึกษา จำนวน ๑ หรือ ๒ คน ที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรแต่งตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่แนะนำและควบคุมการทำการค้นคว้าอิสระ โดยที่อาจเป็นอาจารย์บัณฑิตศึกษาพิเศษที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ ๑๘.๒
ข้อ ๕๘ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรจะแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมการค้นคว้าอิสระของนักศึกษามีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๓ ท่าน ซึ่งจะประกอบด้วยประธานกรรมการ ๑ ท่าน กรรมการ ๑ ท่าน และอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ ๑ ท่าน โดยคณะกรรมการควบคุมการค้นคว้าอสิสระให้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่คณะกำหนด
ข้อ ๕๙ การเสนอหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระ นักศึกษาจะเสนอหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระได้ ต้องลงทะเบียนการค้นคว้าอิสระ ในภาคการศึกษานั้นและดำเนินการดังนี้ ๕๙.๑ ต้องศึกษารายวิชามาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๘ หน่วยกิต และต้องมีค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ ๕๙.๒ การพิจารณาหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระ ให้เป็นไปตามขั้นตอนที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรกำหนด ๕๙.๓ หัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระที่จะเสนอขออนุมัติ ต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วจึงเสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตรเพื่อพิจารณา และให้นำผลการพิจารณาเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย ๕๙.๔ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระที่ได้รับอนุมัติแล้ว หากเป็นการเปลี่ยนแปลงหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระ หรือสาระสำคัญของหัวข้อและเค้าโครง การค้นคว้าอิสระ ให้การประเมินผลการค้นคว้าอิสระที่ลงทะเบียนผ่านมาทั้งหมดเป็นระดับคะแนน U นักศึกษาต้องลงทะเบียนและยื่นขออนุมัติหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระใหม่ โดยให้นับเวลาจากวันที่ได้รับอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระครั้งสุดท้าย
ข้อ ๖๐ การสอบหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระ๖๐.๑ การสอบหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอสอบหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระ และได้รับอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระที่เสนอ มิฉะนั้นต้องดำเนินการเสนอใหม่๖๐.๒ ให้ประธานคณะกรรมการสอบ รายงานผลการสอบหัวข้อ และเค้าโครงการค้นคว้าอิสระต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตร หลังจากเสร็จสิ้นการสอบ ถ้าผลการสอบผ่านคณะกรรมการบริหารหลักสูตรจะดำเนินการอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระ แต่ถ้าต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้นักศึกษาดำเนินการแก้ไข แล้วเสนอต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ ภายใน ๓๐ วันนับตั้งแต่วันสอบ เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรแจ้งบัณฑิตวิทยาลัย
ข้อ ๖๑ การเรียบเรียงการค้นคว้าอิสระ ให้เป็นไปตามคู่มือการจัดทำผลงานการค้นคว้าอิสระของคณะ
ข้อ ๖๒ การสอบการค้นคว้าอิสระ๖๒.๑ นักศึกษามีสิทธิ์สอบการค้นคว้าอิสระได้ ภายหลังจากการได้รับอนุมัติหัวข้อและเค้าโครงการค้นคว้าอิสระแล้วไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน๖๒.๒ ในการสอบค้นคว้าอิสระ นักศึกษาต้องยื่นคำร้องขอสอบต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรโดยผ่านความเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ ก่อนวันสอบเป็นเวลาอย่างน้อย ๑๐ วันทำการ พร้อมสำเนาบทคัดย่อตามรูปแบบที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด จำนวน ๕ ชุด เมื่อได้รับอนุมัติให้มีการสอบ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรจะประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบให้ทราบโดยทั่วกัน๖๒.๓ นักศึกษาต้องเสนอผลงานการค้นคว้าอิสระที่มีรูปแบบสมบูรณ์ ตามข้อ ๖๑ ให้คณะกรรมการสอบได้อ่านล่วงหน้าก่อนวันสอบ ไม่น้อยกว่า ๑๐ วันทำการ๖๒.๔ การสอบการค้นคว้าอิสระ ให้เป็นการสอบแบบปากเปล่าอย่างเปิดเผย ซึ่งนักศึกษาและผู้สนใจอื่น ๆ สามารถเข้าร่วมรับฟังได้ตามกำหนดวัน เวลา และสถานที่ตามที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรระบุในคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระโดยผู้เข้าร่วมรับฟังไม่มีสิทธิ์ในการสอบถาม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสอบ๖๒.๕ ในการสอบจะต้องมีคณะกรรมการสอบครบทุกคน และในกรณีที่กรรมการสอบไม่สามารถมาทำการสอบตามกำหนดได้ ให้นักศึกษายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตร
ข้อ ๖๓ การตัดสินผลการสอบการค้นคว้าอิสระ๖๓.๑ “ผ่าน” หมายถึง การที่นักศึกษาแสดงผลงานการค้นคว้าอิสระและตอบข้อซักถามได้เป็นที่น่าพอใจของคณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระ ไม่ต้องมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมสาระสำคัญ นักศึกษาสามารถจัดพิมพ์รูปเล่มการค้นคว้าอิสระฉบับสมบูรณ์ที่ส่งคณะได้๖๓.๒ “ผ่านโดยมีเงื่อนไข” หมายถึง การที่นักศึกษายังไม่สามารถแสดงผลงานการค้นคว้าอิสระ หรือตอบข้อซักถามให้เป็นที่พอใจของคณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระได้อย่างสมบูรณ์ คณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระพิจารณาเห็นสมควรให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมสาระสำคัญ และ/หรือเรียบเรียงการค้นคว้าอิสระ ตามที่คณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระเสนอแนะไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ให้คณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระกำหนดระยะเวลาที่นักศึกษา จะต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการค้นคว้าอิสระต้องไม่เกิน ๖๐ วัน ๖๓.๓ “ไม่ผ่าน” หมายถึง การที่นักศึกษาไม่สามารถแสดงผลงานการค้นคว้าอิสระให้เป็นที่พอใจของคณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระ และ/หรือไม่สามารถตอบข้อซักถามของคณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระได้ ซึ่งแสดงว่านักศึกษาผู้นั้นไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสาระของการค้นคว้าอิสระที่ตนได้ทำ กรณีที่นักศึกษาสอบครั้งแรกไม่ผ่าน ให้นักศึกษายื่นคำร้องขอสอบใหม่ได้อีก ๑ ครั้ง ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระกำหนด ยกเว้นกรณีสอบผ่านแบบมีเงื่อนไข ให้คณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระกำหนดระยะเวลาที่นักศึกษา จะต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการค้นคว้าอิสระ ตามความเหมาะสมแต่ต้องไม่เกิน ๖๐ วัน นับจากวันสอบการค้นคว้าอิสระ
ข้อ ๖๔ นักศึกษาต้องส่งผลงานการค้นคว้าอิสระฉบับสมบูรณ์ ที่มีรายชื่อคณะกรรมการสอบการค้นคว้าอิสระครบถ้วนทุกคน จำนวน ๓ เล่ม พร้อมด้วยแผ่นบันทึกข้อมูลการค้นคว้าอิสระ และบทคัดย่อตามรูปแบบที่กำหนดให้บัณฑิตวิทยาลัย ภายในวันอนุมัติผลประจำภาคการศึกษา ในกรณีที่นักศึกษามีข้อผูกพันต้องมอบผลงานการค้นคว้าอิสระให้แก่หน่วยงานใด ให้นักศึกษาจัดส่งไปยังหน่วยงานนั้นด้วย
ข้อ ๖๕ การยกเลิกผลการสอบการค้นคว้าอิสระ ในกรณีที่คณะไม่ได้รับเล่มผลงานการค้นคว้าอิสระฉบับสมบูรณ์ พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลการค้นคว้าอิสระ ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา ๖๐ วัน หลังจากวันสอบการค้นคว้าอิสระผ่านบัณฑิตวิทยาลัย จะยกเลิกผลการสอบและประเมินผลการค้นคว้าอิสระที่ลงทะเบียนผ่านมาทั้งหมด เป็นระดับคะแนน U หากนักศึกษายังต้องการรับปริญญานั้นอีก นักศึกษาต้องลงทะเบียนและเริ่มขั้นตอนการทำการค้นคว้าอิสระใหม่ทั้งหมด
ข้อ ๖๖ นักศึกษาที่สอบการค้นคว้าอิสระแล้ว แต่ยังไม่ส่งการค้นคว้าอิสระฉบับสมบูรณ์ต่อบัณฑิตวิทยาลัยภายในวันอนุมัติผลประจำภาคการศึกษา ให้ถือว่านักศึกษาผู้นั้นยังไม่สำเร็จการศึกษา นักศึกษาจะต้องลงทะเบียนรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาทั้งนี้ต้องไม่ขัดแย้งกับระยะเวลาในข้อ ๖๕
ข้อ ๖๗ ผลงานการค้นคว้าอิสระที่ได้รับอนุมัติจากบัณฑิตวิทยาลัย จึงจะถือว่าเป็นการค้นคว้าอิสระฉบับสมบูรณ์ และให้นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อขอรับปริญญา ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรในผลงานการค้นคว้าอิสระเป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ นักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ เรื่องนั้น ๆ สามารถนำไปเผยแพร่ในเชิงวิชาการได้แต่การนำเนื้อหาหรือผลการศึกษาไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มหาวิทยาลัยฯ กำหนด กรณีที่การทำการค้นคว้าอิสระได้รับทุนวิจัยที่มีข้อผูกพันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรโดยได้รับความเห็นชอบจากมหาวิทยาลัย ให้ดำเนินการตามข้อผูกพันนั้น ๆ
หมวดที่ ๑๐การสำเร็จการศึกษาและขออนุมัติปริญญาหรือประกาศนียบัตรบัณฑิต--------------------
ข้อ ๖๘ การสำเร็จการศึกษา๖๘.๑ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษาได้ ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน ดังนี้๖๘.๑.๑ ศึกษารายวิชาครบตามที่กำหนดในหลักสูตร และสอบผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดในหมวดการวัดผลและประเมินผลการศึกษา๖๘.๑.๒ สอบผ่านความรู้ภาษาต่างประเทศตามเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ ๓๖๖๘.๑.๓ มีค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมของวิชาที่กำหนด ตามหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ และหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต ไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐๖๘.๑.๔ มีระยะเวลาการศึกษาตามที่กำหนดในข้อ ๑๓๖๘.๑.๕ ปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตร ๖๘.๒ นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ก๖๘.๒.๑ กรณีที่เรียนรายวิชาหรือทำกิจกรรมวิชาการอื่นเพิ่มเติม โดยไม่นับหน่วยกิต ต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่หลักสูตรกำหนด๖๘.๒.๒ สอบวิทยานิพนธ์ผ่าน/เป็นที่พอใจ๖๘.๒.๓ ส่งรูปเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ที่จัดพิมพ์ ตามข้อกำหนดของบัณฑิตวิทยาลัย พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์และบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ตามรูปแบบที่กำหนด๖๘.๒.๔ สำหรับนักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ก ผลงานวิทยานิพนธ์จะต้องได้รับการตีพิมพ์ หรือย่างน้อยดำเนินการให้ผลงานหรือส่วนหนึ่งของผลงานได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น ๆ หรือเสนอต่อที่ประชุมวิชาการที่มีคณะกรรมการกลั่นกรอง และที่ประชุมที่มีรายงานการประชุม (Proceeding) ๖๘.๓ นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต แผน ข๖๘.๓.๑ กรณีที่เรียนรายวิชาหรือทำกิจกรรมวิชาการอื่นเพิ่มเติม โดยไม่นับหน่วยกิต ต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่หลักสูตรกำหนด๖๘.๓.๒ สอบประมวลความรู้ผ่าน/เป็นที่น่าพอใจ๖๘.๓.๓ กรณีที่มีการทำการค้นคว้าอิสระ ต้องสอบการค้นคว้าอิสระผ่าน/เป็นที่น่าพอใจและส่งรูปเล่มการค้นคว้าอิสระฉบับสมบูรณ์ที่จัดพิมพ์ตามข้อกำหนดของคณะ พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลการค้นคว้าอิสระตามรูปแบบที่คณะกำหนด๖๘.๔ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต๖๘.๔.๑ แบบ ๑ สอบผ่านภาษาต่างประเทศอย่างน้อย ๑ ภาษา ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยกำหนด สอบผ่านการสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination) เพื่อเป็นผู้มีสิทธิขอทำวิทยานิพนธ์เสนอวิทยานิพนธ์ และสอบผ่านการสอบปากเปล่าขั้นสุดท้ายโดยคณะกรรมการ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยฯ และผลงานวิทยานิพนธ์จะต้องได้รับการตีพิมพ์ หรืออย่างน้อยดำเนินการให้ผลงาน หรือส่วนหนึ่งของผลงานได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการที่มีกรรมการภายนอกมาร่วมกลั่นกรอง (Peer Review) ก่อนการตีพิมพ์และเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น๖๘.๔.๒ แบบ ๒ ศึกษารายวิชาครบถ้วนตามที่กำหนดในหลักสูตรในหลักสูตร โดยจะต้องได้ระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ จากระบบ ๔ ระดับคะแนนหรือเทียบเท่า สอบผ่านภาษาต่าง ประเทศอย่างน้อย ๑ ภาษา ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัย กำหนด สอบผ่านการสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination) เพื่อเป็นผู้มีสิทธิขอทำวิทยานิพนธ์เสนอวิทยานิพนธ์ และสอบผ่านการสอบปากเปล่าขั้นสุดท้ายโดยคณะกรรมการสอบ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย และผลงานวิทยานิพนธ์จะต้องได้รับการตีพิมพ์ หรืออย่างน้อยดำเนินการให้ผลงานหรือส่วนหนึ่งของผลงานได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร หรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการที่มีกรรมการภายนอกมาร่วมกลั่นกรอง (Peer Review) ก่อนการตีพิมพ์ และเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น๖๘.๔.๓ ส่งรูปเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ที่จัดพิมพ์ตามข้อกำหนดของบัณฑิตวิทยาลัย พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์และบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ ตามรูปแบบที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด๖๘.๔.๔ ผลงานวิทยานิพนธ์ต้องได้รับการตีพิมพ์ หรืออย่างน้อยดำเนินการให้ผลงาน หรือส่วนหนึ่งของผลงานได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร หรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการที่มีผู้ประเมินซึ่งเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น ๆ
ข้อ ๖๙ การขออนุมัติประกาศนียบัตรหรือปริญญา นักศึกษาที่จะได้รับการพิจารณาเสนอชื่อขออนุมัติประกาศนียบัตร หรือปริญญาต่อสภามหาวิทยาลัยต้องมีคุณสมบัติดังนี้๖๙.๑ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาตามข้อ ๖๘๖๙.๒ ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ของคณะและมหาวิทยาลัยฯ ครบถ้วน๖๙.๓ ชำระหนี้สินทั้งหมดที่มีต่อมหาวิทยาลัยฯ หรือองค์กรใด ๆ ในมหาวิทยาลัย ๖๙.๔ เป็นผู้ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัยนักศึกษา หรือระหว่างการพิจารณาความผิด ๖๙.๕ มีความประพฤติเหมาะสม
หมวดที่ ๑๑การประกันคุณภาพของหลักสูตร--------------------
ข้อ ๗๐ ให้คณะ ภาควิชา สาขาวิชา หรือคณะกรรมการบริหารหลักสูตร กำหนดระบบการประกันคุณภาพของหลักสูตรแต่ละหลักสูตรให้ชัดเจน ซึ่งอย่างน้อยประกอบไปด้วยประเด็นหลัก ๔ ด้าน ดังนี้ ๗๐.๑ การบริหารหลักสูตร ๗๐.๒ ทรัพยากรประกอบการสอน ๗๐.๓ การสนับสนุนและการให้คำแนะนำนักศึกษา ๗๐.๔ ความต้องการของตลาดแรงงาน สังคม และ/หรือความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตโดยต้องมีการปรับปรุงเพื่อพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย แสดงการปรับปรุงดัชนีด้านมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา เป็นระยะ ๆ อย่างน้อยทุก ๆ ๕ ปี และมีการประเมินเพื่อพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องประกาศ ณ วันที่ ๑๒ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ (ลงชื่อ) กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา (นางกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลหมายเหตุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มิได้จัดตั้ง “บัณฑิตวิทยาลัย” ดังนั้นในส่วนที่ระบุ เกี่ยวกับบัณฑิตวิทยาลัย ให้เป็นหน้าที่ของคณะที่นักศึกษาสังกัดอยู่
บทที่ 2
ส่วนประกอบของวิทยานิพนธ์
วิทยานิพนธ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้
2.1 ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น (The front matter or preliminaries)
2.1.1 ปกนอก (Cover)
2.1.2 ใบรองปก หรือ กระดาษรองปก (Fly leaf)
2.1.3 หน้าปกใน (Title page)
2.1.4 หน้าอนุมัติ (Acceptance page)
2.1.5 บทคัดย่อ (Abstract)
2.1.6 กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements)
2.1.7 สารบัญ (Table of contents)
2.1.8 สารบัญตาราง (List of tables)
2.1.9 สารบัญภาพ (List of illustrations)
2.2 ส่วนเนื้อเรื่อง (Text to body of contents)
2.2.1 บทที่ 1 บทนำ
2.2.2 บทที่ 2 ทฤษฎี แนวคิด และ/หรือผลการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.2.3 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย หรือ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
2.2.4 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ หรือ ผลการทดลอง
2.2.5 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ
2.3 ส่วนอ้างอิงหรือส่วนประกอบตอนท้าย (References)
2.3.1 บรรณานุกรม (Bibliography)
2.3.2 ภาคผนวก (Appendix)
2.3.3 ประวัติผู้เขียน / ผู้วิจัย
2.1 ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น มีส่วนประกอบ ดังนี้
2.1.1 ปกนอก
2.1.1.1 ปกนอกเป็นปกแข็ง สีเขียวเข้ม พิมพ์ข้อความต่าง ๆ ด้วยตัวอักษรพิมพ์เป็นสีทอง
2.1.1.2 วางตรามหาวิทยาลัยอยู่กลางหน้ากระดาษ ห่างริมกระดาษบนประมาณ 1.5 นิ้ว ตรามหาวิทยาลัยมีขนาดความสูงประมาณ 2 นิ้ว
2.1.1.3 ชื่อเรื่องเป็นชื่อหัวข้อที่ได้รับการอนุมัติให้ทำการศึกษาค้นคว้า ห่างจากตรามหาวิทยาลัยลงมาประมาณ 1 นิ้ว หากชื่อเรื่องยาวควรจัดให้เป็นรูปหน้าจั่วกลับ
2.1.1.4 ชื่อ-นามสกุลผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ให้ระบุคำนำหน้าชื่อ นาย นาง นางสาว ไว้หน้าชื่อผู้เขียนด้วย และถ้ามียศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนาม และสมณศักดิ์ ให้ระบุด้วย วางไว้ถัดมาจากชื่อเรื่อง แต่ไม่ต้องบอกคุณวุฒิใด ๆ หรือตำแหน่งหน้าที่การงานไว้ท้ายชื่อ เพราะรายละเอียดส่วนนี้จะไปปรากฎอยู่ในประวัติผู้เขียน กรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 1 คน ให้เรียงชื่อตามลำดับอักษร
2.1.1.5 ชื่อปริญญา ชื่อมหาวิทยาลัย และปีการศึกษาที่สำเร็จ บรรทัดสุดท้ายของส่วนนี้ ให้เว้นระยะห่างจากริมกระดาษด้านล่างประมาณ 1.5 นิ้ว
2.1.1.6 สันปกพิมพ์ชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน และปีการศึกษาที่สำเร็จ วิทยานิพนธ์ ตามลำดับในแนวนอนโดยให้ชื่อเรื่องห่างจากขอบสันปกลงมา 1 นิ้ว หากชื่อเรื่องยาวควรจัดให้เป็น 2 บรรทัดรูปหน้าจั่วกลับ
2.1.2 ใบรองปก หรือ กระดาษรองปก
ใบรองปกเป็นกระดาษสีขาวไม่มีข้อความใด ๆ ใส่รองปกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง
2.1.3 หน้าปกใน หรือหน้าชื่อเรื่อง
หน้าปกในส่วนนี้จะอยู่ต่อจากใบรองปก สำหรับหน้าปกในนี้จะมี 2 แผ่น คือ แผ่นที่หนึ่งจะพิมพ์เป็นภาษาไทย และแผ่นที่สอง จะพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ มีรายละเอียดและข้อความคล้ายกับหน้าปกนอก
2.1.4 หน้าอนุมัติ
หน้าอนุมัติเป็นแบบฟอร์มสำหรับให้คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ และคณบดีของแต่ละคณะลงนาม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1.4.1 ชื่อผู้เขียนให้ใส่คำนำหน้าชื่อ (นาย นาง นางสาว ยศ)
2.1.4.2 คณะกรรมการที่สอบวิทยานิพนธ์ ให้ใส่ตำแหน่งทางวิชาการตามที่ปรากฏในคำสั่งแต่งตั้งนำหน้าชื่อ
2.1.4.3 ส่วนของการลงนามคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ควรพิมพ์ข้อความ “คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์” ห่างจากส่วนที่พิมพ์ชื่อคณบดีโดยเว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์
2.1.4.4 ส่วนของการลงนามให้พิมพ์เส้นใต้ด้วยจุดไข่ปลา (...)
2.1.4.5 ใช้เส้นทึบคั่นระหว่างชื่อคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ กับข้อความอนุมัติ
2.1.5 บทคัดย่อ
บทคัดย่อเป็นบทสรุปเนื้อหาและแนวคิดของผลงาน ที่กระชับ ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านทราบถึงภาพรวมของงานได้อย่างรวดเร็ว ให้เขียนเชิงพรรณนาความ ควรใช้ภาษาที่กระชับรัดกุมและตรงประเด็น โดยระบุถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขต วิธีการดำเนินการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ จำนวนและลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง รวมทั้งข้อสรุปผลการศึกษาและอาจรวมข้อเสนอแนะที่สำคัญ ๆ ควรมีความยาวไม่เกิน 1-2 หน้ากระดาษพิมพ์และไม่ควรมีรูปภาพ หรือตารางประกอบขอให้พึงระลึกเสมอว่า การเขียนบทคัดย่อควรเขียนหลังจากโครงการสำเร็จตามขอบเขตของงาน หรือวัตถุประสงค์แล้ว บทคัดย่อส่วนแรกเป็นภาษาไทย ลำดับถัดมาเป็นภาษาอังกฤษ ในกรณีของบทคัดย่อภาษาอังกฤษ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับบทคัดย่อภาษาไทย โดยควรให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาตรวจสอบความถูกต้องของภาษาด้วย รายละเอียดในการพิมพ์บทคัดย่อมีดังนี้
2.1.5.1 หน้าบทคัดย่อภาษาไทย
1) คำว่า “บทคัดย่อ” ให้ใช้แบบและขนาดตัวอักษรเช่นเดียวกับเนื้อหา โดยใช้อักษรตัวหนา และพิมพ์ห่างจากริมกระดาษด้าน บน 1.5 นิ้ว
2) เว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์ จากคำว่า “บทคัดย่อ” ก่อนพิมพ์หัวเรื่องของ บทคัดย่อ ซึ่งประกอบด้วยชื่อเรื่องเค้าโครง ชื่อผู้เขียน ชื่อปริญญา สาขาวิชา ปีการศึกษา และคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
3) ชื่อผู้เขียน ให้ใส่คำนำหน้าชื่อ (นาย นาง นางสาว)
4) เว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์จากหัวเรื่อง ก่อนพิมพ์เนื้อความของบทคัดย่อ
2.1.5.2 หน้าบทคัดย่อภาษาอังกฤษ (เฉพาะมหาบัณฑิตขึ้นไป)
1) คำว่า “ABSTRACT” ให้ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ขนาดเดียวกับในเนื้อหาโดยใช้อักษรตัวหนา และพิมพ์ห่างจากริมกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว
2) เว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์ จากคำว่า “ABSTRACT” ก่อนพิมพ์ชื่อเรื่องซึ่งประกอบด้วย Project Title, Student’s Name, Degree Sought, Major, Academic Year และ Advisory Committee
3) ชื่อเรื่องให้ใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็ก และใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ขึ้นต้นเฉพาะคำสำคัญ ยกเว้น คำนำหน้านาม (Article), บุพบท (Preposition) และ สันธาน (Conjunction)
4) ชื่อผู้เขียน (Student’s Name) ให้ใส่คำนำหน้าชื่อ (Mr., Mrs., Miss, ยศ หรือฐานันดรศักดิ์)
2.1.6 กิตติกรรมประกาศ
กิตติกรรมประกาศเป็นข้อความที่ผู้เขียนแสดงความขอบคุณบุคคล สถาบัน องค์กรที่ให้คำแนะนำ ปรึกษาและร่วมมือในการค้นคว้าเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ในการกล่าวขอบคุณถึงบุคคลควรใช้ชื่อและนามสกุลจริง คำนำหน้าของบุคคลทั่วไปให้ใช้คำว่า นาย นาง นางสาว หรือคุณก็ได้ แต่หากมีตำแหน่ง ยศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนาม และสมณศักดิ์ ต่างๆ ให้ใช้คำเต็มและระบุหน่วยงานต้นสังกัด ควรมีความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษพิมพ์
2.1.5.1 พิมพ์คำ “กิตติกรรมประกาศ” ใช้อักษรตัวหนาตรงกลางหน้ากระดาษ ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว (สำหรับวิทยานิพนธ์ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ให้พิมพ์คำว่า ACKNOWLEDGEMENTS โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวหนา) แล้วเว้น 1 บรรทัดพิมพ์
2.1.5.2 พิมพ์ข้อความของกิตติกรรมประกาศจนแล้วเสร็จ ให้เว้น 1 บรรทัดพิมพ์
2.1.6.3 ให้ใส่ชื่อและนามสกุลของผู้เขียนวิทยานิพนธ์ เป็นบรรทัดสุดท้ายห่างจากแนวกึ่งกลางหน้ากระดาษประมาณ 1 นิ้ว
2.1.7 สารบัญ
สารบัญหน้าที่แสดงส่วนประกอบที่สำคัญทั้งหมด เรียงตามลำดับเนื้อหาตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย การพิมพ์หน้าสารบัญให้พิมพ์คำว่า “สารบัญ” ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษห่างจากขอบกระดาษบนประมาณ 1.5 นิ้ว หน้าสารบัญควรจัดพิมพ์เมื่อจัดพิมพ์เนื้อหาของรายงาน หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ของรายงานเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ทราบว่าแต่ละหัวข้อเริ่มจากหน้าใดบ้าง
2.1.8 สารบัญตาราง (ถ้ามี)
สารบัญตารางเป็นส่วนที่แจ้งตำแหน่งและชื่อของตารางทั้งหมดในส่วนเนื้อความ เรียงลำดับตามที่ปรากฏในวิทยานิพนธ์
2.1.9 สารบัญภาพ (ถ้ามี)
สารบัญภาพอยู่ต่อจากหน้าสารบัญตาราง เป็นส่วนที่แสดงชื่อภาพทั้งหมด ตามลำดับ ภาพในที่นี้ หมายถึง ภาพลายเส้น ภาพเขียน ภาพถ่าย แผนภาพ (Diagram) กราฟ แผนภูมิ และอื่นๆ
2.2 ส่วนเนื้อเรื่อง
ส่วนเนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น 5 ตอน ดังนี้
2.2.1 บทที่ 1 บทนำ ควรประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
2.2.1.1 ความเป็นมาของเรื่องที่วิจัย เป็นการกล่าวถึงสภาพทั่วไปเพื่อแนะนำให้ผู้อ่านมีความรู้เกี่ยวกับภูมิหลังของปัญหาที่จะศึกษา
2.2.1.2 ความสำคัญของปัญหาที่นำมาวิจัย เป็นส่วนชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญของปัญหาที่จะศึกษา
2.2.1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นส่วนชี้ให้เห็นสิ่งที่ต้องการศึกษาและหาคำตอบ โดยสอดคล้องกับประเด็นสำคัญของปัญหา โดยระบุรายละเอียดเป็นข้อ ๆ
2.2.1.4 ขอบเขตของการวิจัย เป็นการกำหนดกรอบของปัญหาที่จะทำให้การวิจัยให้ชัดเจนว่าจะศึกษาครอบคลุมประชากรกลุ่มใดหรือไม่ครอบคลุมประชากรกลุ่มใด สถานที่ใดและเวลาใดบ้าง
2.2.1.5 ระเบียบวิธีวิจัย เพื่อตอบปัญหาที่ตั้งไว้ในวัตถุประสงค์
2.2.1.6 ข้อตกลงเบื้องต้น (ถ้ามี) เป็นส่วนที่ผู้ทำการวิจัยบอกข้อตกลงที่จะต้องยอมรับในเบื้องต้นของการดำเนินการวิจัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2.2.1.7 นิยามศัพท์ (ถ้ามี) เป็นการกำหนดความหมายของคำบางคำเพื่อใช้ในเรื่องที่จะศึกษาโดยเฉพาะ
2.2.1.8 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา จะเป็นประโยชน์แก่บุคคล องค์กร สถาบันใด
2.2.2 บทที่ 2 ทฤษฎี แนวคิด และ/หรือผลการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เป็นการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยบรรยายข้อมูลความรู้เดิม ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวความคิดและทฤษฎีต่างๆ ซึ่งได้ข้อมูลการตรวจสอบจากหนังสือ ตำรา เอกสารและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ตลอดจนสมมติฐานที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิจัย
2.2.3 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย หรือ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
บทที่ 3 เป็นส่วนที่บรรยายวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
2.2.3.1 การรวบรวมข้อมูล เป็นส่วนบอกให้ทราบวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการวิจัยแต่ละประเภท ซึ่งอาจมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างกัน และชี้ให้เห็นว่าแต่ละขั้นตอนของการวิจัย ใช้ข้อมูล เอกสาร หรือเครื่องมือประเภทใด และวิธีการที่ได้มาซึ่งข้อมูล เอกสารหรือเครื่องมือนั้น ๆ ได้มาอย่างไร เช่น ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามขึ้นเอง เพื่อเก็บข้อมูลปฐมภูมิ ส่วนข้อมูลทุติยภูมินั้นรวบรวมจากเอกสารของที่ได้มาจากแหล่งต่าง ๆ เป็นต้น
2.2.3.2 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นส่วนที่ระบุให้ทราบวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น วิธีการแจงนับ การแจกแจงข้อมูล วิธีการทางสถิติ (ถ้ามี) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการวิจัยแต่ละประเภท หรือข้อปฏิบัติของแต่ละสาขาที่เกี่ยวข้อง
ส่วนประกอบของวิทยานิพนธ์
วิทยานิพนธ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้
2.1 ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น (The front matter or preliminaries)
2.1.1 ปกนอก (Cover)
2.1.2 ใบรองปก หรือ กระดาษรองปก (Fly leaf)
2.1.3 หน้าปกใน (Title page)
2.1.4 หน้าอนุมัติ (Acceptance page)
2.1.5 บทคัดย่อ (Abstract)
2.1.6 กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements)
2.1.7 สารบัญ (Table of contents)
2.1.8 สารบัญตาราง (List of tables)
2.1.9 สารบัญภาพ (List of illustrations)
2.2 ส่วนเนื้อเรื่อง (Text to body of contents)
2.2.1 บทที่ 1 บทนำ
2.2.2 บทที่ 2 ทฤษฎี แนวคิด และ/หรือผลการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.2.3 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย หรือ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
2.2.4 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ หรือ ผลการทดลอง
2.2.5 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ
2.3 ส่วนอ้างอิงหรือส่วนประกอบตอนท้าย (References)
2.3.1 บรรณานุกรม (Bibliography)
2.3.2 ภาคผนวก (Appendix)
2.3.3 ประวัติผู้เขียน / ผู้วิจัย
2.1 ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น มีส่วนประกอบ ดังนี้
2.1.1 ปกนอก
2.1.1.1 ปกนอกเป็นปกแข็ง สีเขียวเข้ม พิมพ์ข้อความต่าง ๆ ด้วยตัวอักษรพิมพ์เป็นสีทอง
2.1.1.2 วางตรามหาวิทยาลัยอยู่กลางหน้ากระดาษ ห่างริมกระดาษบนประมาณ 1.5 นิ้ว ตรามหาวิทยาลัยมีขนาดความสูงประมาณ 2 นิ้ว
2.1.1.3 ชื่อเรื่องเป็นชื่อหัวข้อที่ได้รับการอนุมัติให้ทำการศึกษาค้นคว้า ห่างจากตรามหาวิทยาลัยลงมาประมาณ 1 นิ้ว หากชื่อเรื่องยาวควรจัดให้เป็นรูปหน้าจั่วกลับ
2.1.1.4 ชื่อ-นามสกุลผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ให้ระบุคำนำหน้าชื่อ นาย นาง นางสาว ไว้หน้าชื่อผู้เขียนด้วย และถ้ามียศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนาม และสมณศักดิ์ ให้ระบุด้วย วางไว้ถัดมาจากชื่อเรื่อง แต่ไม่ต้องบอกคุณวุฒิใด ๆ หรือตำแหน่งหน้าที่การงานไว้ท้ายชื่อ เพราะรายละเอียดส่วนนี้จะไปปรากฎอยู่ในประวัติผู้เขียน กรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 1 คน ให้เรียงชื่อตามลำดับอักษร
2.1.1.5 ชื่อปริญญา ชื่อมหาวิทยาลัย และปีการศึกษาที่สำเร็จ บรรทัดสุดท้ายของส่วนนี้ ให้เว้นระยะห่างจากริมกระดาษด้านล่างประมาณ 1.5 นิ้ว
2.1.1.6 สันปกพิมพ์ชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน และปีการศึกษาที่สำเร็จ วิทยานิพนธ์ ตามลำดับในแนวนอนโดยให้ชื่อเรื่องห่างจากขอบสันปกลงมา 1 นิ้ว หากชื่อเรื่องยาวควรจัดให้เป็น 2 บรรทัดรูปหน้าจั่วกลับ
2.1.2 ใบรองปก หรือ กระดาษรองปก
ใบรองปกเป็นกระดาษสีขาวไม่มีข้อความใด ๆ ใส่รองปกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง
2.1.3 หน้าปกใน หรือหน้าชื่อเรื่อง
หน้าปกในส่วนนี้จะอยู่ต่อจากใบรองปก สำหรับหน้าปกในนี้จะมี 2 แผ่น คือ แผ่นที่หนึ่งจะพิมพ์เป็นภาษาไทย และแผ่นที่สอง จะพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ มีรายละเอียดและข้อความคล้ายกับหน้าปกนอก
2.1.4 หน้าอนุมัติ
หน้าอนุมัติเป็นแบบฟอร์มสำหรับให้คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ และคณบดีของแต่ละคณะลงนาม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1.4.1 ชื่อผู้เขียนให้ใส่คำนำหน้าชื่อ (นาย นาง นางสาว ยศ)
2.1.4.2 คณะกรรมการที่สอบวิทยานิพนธ์ ให้ใส่ตำแหน่งทางวิชาการตามที่ปรากฏในคำสั่งแต่งตั้งนำหน้าชื่อ
2.1.4.3 ส่วนของการลงนามคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ควรพิมพ์ข้อความ “คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์” ห่างจากส่วนที่พิมพ์ชื่อคณบดีโดยเว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์
2.1.4.4 ส่วนของการลงนามให้พิมพ์เส้นใต้ด้วยจุดไข่ปลา (...)
2.1.4.5 ใช้เส้นทึบคั่นระหว่างชื่อคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ กับข้อความอนุมัติ
2.1.5 บทคัดย่อ
บทคัดย่อเป็นบทสรุปเนื้อหาและแนวคิดของผลงาน ที่กระชับ ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านทราบถึงภาพรวมของงานได้อย่างรวดเร็ว ให้เขียนเชิงพรรณนาความ ควรใช้ภาษาที่กระชับรัดกุมและตรงประเด็น โดยระบุถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขต วิธีการดำเนินการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ จำนวนและลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง รวมทั้งข้อสรุปผลการศึกษาและอาจรวมข้อเสนอแนะที่สำคัญ ๆ ควรมีความยาวไม่เกิน 1-2 หน้ากระดาษพิมพ์และไม่ควรมีรูปภาพ หรือตารางประกอบขอให้พึงระลึกเสมอว่า การเขียนบทคัดย่อควรเขียนหลังจากโครงการสำเร็จตามขอบเขตของงาน หรือวัตถุประสงค์แล้ว บทคัดย่อส่วนแรกเป็นภาษาไทย ลำดับถัดมาเป็นภาษาอังกฤษ ในกรณีของบทคัดย่อภาษาอังกฤษ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับบทคัดย่อภาษาไทย โดยควรให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาตรวจสอบความถูกต้องของภาษาด้วย รายละเอียดในการพิมพ์บทคัดย่อมีดังนี้
2.1.5.1 หน้าบทคัดย่อภาษาไทย
1) คำว่า “บทคัดย่อ” ให้ใช้แบบและขนาดตัวอักษรเช่นเดียวกับเนื้อหา โดยใช้อักษรตัวหนา และพิมพ์ห่างจากริมกระดาษด้าน บน 1.5 นิ้ว
2) เว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์ จากคำว่า “บทคัดย่อ” ก่อนพิมพ์หัวเรื่องของ บทคัดย่อ ซึ่งประกอบด้วยชื่อเรื่องเค้าโครง ชื่อผู้เขียน ชื่อปริญญา สาขาวิชา ปีการศึกษา และคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
3) ชื่อผู้เขียน ให้ใส่คำนำหน้าชื่อ (นาย นาง นางสาว)
4) เว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์จากหัวเรื่อง ก่อนพิมพ์เนื้อความของบทคัดย่อ
2.1.5.2 หน้าบทคัดย่อภาษาอังกฤษ (เฉพาะมหาบัณฑิตขึ้นไป)
1) คำว่า “ABSTRACT” ให้ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ขนาดเดียวกับในเนื้อหาโดยใช้อักษรตัวหนา และพิมพ์ห่างจากริมกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว
2) เว้นระยะ 1 บรรทัดพิมพ์ จากคำว่า “ABSTRACT” ก่อนพิมพ์ชื่อเรื่องซึ่งประกอบด้วย Project Title, Student’s Name, Degree Sought, Major, Academic Year และ Advisory Committee
3) ชื่อเรื่องให้ใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็ก และใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ขึ้นต้นเฉพาะคำสำคัญ ยกเว้น คำนำหน้านาม (Article), บุพบท (Preposition) และ สันธาน (Conjunction)
4) ชื่อผู้เขียน (Student’s Name) ให้ใส่คำนำหน้าชื่อ (Mr., Mrs., Miss, ยศ หรือฐานันดรศักดิ์)
2.1.6 กิตติกรรมประกาศ
กิตติกรรมประกาศเป็นข้อความที่ผู้เขียนแสดงความขอบคุณบุคคล สถาบัน องค์กรที่ให้คำแนะนำ ปรึกษาและร่วมมือในการค้นคว้าเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ในการกล่าวขอบคุณถึงบุคคลควรใช้ชื่อและนามสกุลจริง คำนำหน้าของบุคคลทั่วไปให้ใช้คำว่า นาย นาง นางสาว หรือคุณก็ได้ แต่หากมีตำแหน่ง ยศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนาม และสมณศักดิ์ ต่างๆ ให้ใช้คำเต็มและระบุหน่วยงานต้นสังกัด ควรมีความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษพิมพ์
2.1.5.1 พิมพ์คำ “กิตติกรรมประกาศ” ใช้อักษรตัวหนาตรงกลางหน้ากระดาษ ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว (สำหรับวิทยานิพนธ์ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ให้พิมพ์คำว่า ACKNOWLEDGEMENTS โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวหนา) แล้วเว้น 1 บรรทัดพิมพ์
2.1.5.2 พิมพ์ข้อความของกิตติกรรมประกาศจนแล้วเสร็จ ให้เว้น 1 บรรทัดพิมพ์
2.1.6.3 ให้ใส่ชื่อและนามสกุลของผู้เขียนวิทยานิพนธ์ เป็นบรรทัดสุดท้ายห่างจากแนวกึ่งกลางหน้ากระดาษประมาณ 1 นิ้ว
2.1.7 สารบัญ
สารบัญหน้าที่แสดงส่วนประกอบที่สำคัญทั้งหมด เรียงตามลำดับเนื้อหาตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย การพิมพ์หน้าสารบัญให้พิมพ์คำว่า “สารบัญ” ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษห่างจากขอบกระดาษบนประมาณ 1.5 นิ้ว หน้าสารบัญควรจัดพิมพ์เมื่อจัดพิมพ์เนื้อหาของรายงาน หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ของรายงานเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ทราบว่าแต่ละหัวข้อเริ่มจากหน้าใดบ้าง
2.1.8 สารบัญตาราง (ถ้ามี)
สารบัญตารางเป็นส่วนที่แจ้งตำแหน่งและชื่อของตารางทั้งหมดในส่วนเนื้อความ เรียงลำดับตามที่ปรากฏในวิทยานิพนธ์
2.1.9 สารบัญภาพ (ถ้ามี)
สารบัญภาพอยู่ต่อจากหน้าสารบัญตาราง เป็นส่วนที่แสดงชื่อภาพทั้งหมด ตามลำดับ ภาพในที่นี้ หมายถึง ภาพลายเส้น ภาพเขียน ภาพถ่าย แผนภาพ (Diagram) กราฟ แผนภูมิ และอื่นๆ
2.2 ส่วนเนื้อเรื่อง
ส่วนเนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น 5 ตอน ดังนี้
2.2.1 บทที่ 1 บทนำ ควรประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
2.2.1.1 ความเป็นมาของเรื่องที่วิจัย เป็นการกล่าวถึงสภาพทั่วไปเพื่อแนะนำให้ผู้อ่านมีความรู้เกี่ยวกับภูมิหลังของปัญหาที่จะศึกษา
2.2.1.2 ความสำคัญของปัญหาที่นำมาวิจัย เป็นส่วนชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญของปัญหาที่จะศึกษา
2.2.1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นส่วนชี้ให้เห็นสิ่งที่ต้องการศึกษาและหาคำตอบ โดยสอดคล้องกับประเด็นสำคัญของปัญหา โดยระบุรายละเอียดเป็นข้อ ๆ
2.2.1.4 ขอบเขตของการวิจัย เป็นการกำหนดกรอบของปัญหาที่จะทำให้การวิจัยให้ชัดเจนว่าจะศึกษาครอบคลุมประชากรกลุ่มใดหรือไม่ครอบคลุมประชากรกลุ่มใด สถานที่ใดและเวลาใดบ้าง
2.2.1.5 ระเบียบวิธีวิจัย เพื่อตอบปัญหาที่ตั้งไว้ในวัตถุประสงค์
2.2.1.6 ข้อตกลงเบื้องต้น (ถ้ามี) เป็นส่วนที่ผู้ทำการวิจัยบอกข้อตกลงที่จะต้องยอมรับในเบื้องต้นของการดำเนินการวิจัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2.2.1.7 นิยามศัพท์ (ถ้ามี) เป็นการกำหนดความหมายของคำบางคำเพื่อใช้ในเรื่องที่จะศึกษาโดยเฉพาะ
2.2.1.8 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา จะเป็นประโยชน์แก่บุคคล องค์กร สถาบันใด
2.2.2 บทที่ 2 ทฤษฎี แนวคิด และ/หรือผลการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เป็นการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยบรรยายข้อมูลความรู้เดิม ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวความคิดและทฤษฎีต่างๆ ซึ่งได้ข้อมูลการตรวจสอบจากหนังสือ ตำรา เอกสารและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ตลอดจนสมมติฐานที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิจัย
2.2.3 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย หรือ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
บทที่ 3 เป็นส่วนที่บรรยายวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
2.2.3.1 การรวบรวมข้อมูล เป็นส่วนบอกให้ทราบวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการวิจัยแต่ละประเภท ซึ่งอาจมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างกัน และชี้ให้เห็นว่าแต่ละขั้นตอนของการวิจัย ใช้ข้อมูล เอกสาร หรือเครื่องมือประเภทใด และวิธีการที่ได้มาซึ่งข้อมูล เอกสารหรือเครื่องมือนั้น ๆ ได้มาอย่างไร เช่น ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามขึ้นเอง เพื่อเก็บข้อมูลปฐมภูมิ ส่วนข้อมูลทุติยภูมินั้นรวบรวมจากเอกสารของที่ได้มาจากแหล่งต่าง ๆ เป็นต้น
2.2.3.2 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นส่วนที่ระบุให้ทราบวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น วิธีการแจงนับ การแจกแจงข้อมูล วิธีการทางสถิติ (ถ้ามี) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการวิจัยแต่ละประเภท หรือข้อปฏิบัติของแต่ละสาขาที่เกี่ยวข้อง
2.2.4 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ หรือ ผลการทดลอง
บทที่ 4 เป็นส่วนที่แสดงผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อค้นพบในการวิจัย การทดสอบสมมติฐาน และการอภิปรายผลการวิจัย การรายงานผลการวิจัยและการอภิปรายนั้น ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกับวัตถุประสงค์ และสมมติฐานของการวิจัย เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงผลการวิจัยว่าได้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างไรบ้าง สอดคล้องกับสมมติฐานที่วางไว้หรือไม่ รวมทั้งสามารถตอบปัญหาหรือคำถามที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งผลของการศึกษาอาจนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง รูปภาพ กราฟ เป็นต้น
2.2.5 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ
บทที่ 5 เป็นส่วนที่สรุปเนื้อหาในวิทยานิพนธ์ทั้งหมดที่กล่าวมา อาจมีข้อเสนอแนะต่าง ๆ เช่นการเสนอแนะเกี่ยวกับการวิจัยในขั้นต่อไป ประโยชน์ในการนำผลวิจัยไปประยุกต์ใช้หรือนำไปพัฒนาแนวคิดหรือทฤษฎีในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
หมายเหตุ
อย่างไรก็ตามการแบ่งจำนวนบท ไม่จำเป็นต้องเป็น 5 บทเสมอไป อาจแบ่งเป็น 4 บท 6 บท หรือ 7 บทก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทการวิจัย ที่ต้องการนำเสนอโดยผ่านความเห็นชอบและการให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษา
2.3 ส่วนอ้างอิงหรือส่วนประกอบตอนท้าย
ในวิทยานิพนธ์จะต้องมีการอ้างอิงเอกสารต่าง ๆ ที่นักศึกษาไปศึกษาค้นคว้ามาและใช้ประกอบในการทำวิทยานิพนธ์ ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงหลักฐานที่มาของข้อมูลนั้นเพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบหรือค้นคว้าเพิ่มเติมได้ และเขียนให้ถูกต้องตามรูปแบบมาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่วนนี้จะประกอบด้วย
2.3.1 บรรณานุกรม
บรรณานุกรม หมายถึง รายชื่อของแหล่งความรู้ที่นำมาใช้และจัดทำขึ้น โดยเรียงลำดับอักษรของ ผู้แต่ง มีทั้งประเภทสิ่งตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์ เช่น รายชื่อหนังสือ บทความในวารสาร บทความในหนังสืออ้างอิง สิ่งตีพิมพ์อื่นๆ โสตทัศนวัสดุ รวมทั้งที่ได้จากการฟัง การบรรยาย และการสัมภาษณ์ เป็นต้น รูปแบบในการเขียนบรรณานุกรมจะกล่าวถึงในบทที่ 5
2.3.2 ภาคผนวก
ภาคผนวกเป็นข้อมูลที่มิใช่เนื้อหาที่แท้จริงแต่เป็นส่วนที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมให้เข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น เช่น แบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตารางบันทึกข้อมูล และสูตรคำนวณต่าง ๆ (สูตรคำนวณให้ใช้โปรแกรม Microsoft Equation) เป็นต้น ภาคผนวกจะเรียงถัดจากเอกสารอ้างอิง โดยมีข้อความว่า “ภาคผนวก” หรือ “APPENDIX ” อยู่กลางหน้ากระดาษ กรณีที่มีหลายภาคผนวก ให้พิมพ์เรียงลำดับเป็น ภาคผนวก ก , ภาคผนวก ข… หรือ APPENDIX A , APPENDIX B… ต่อเนื่องกันไปจนครบ สำหรับเนื้อหาของแต่ละภาคผนวกให้ขึ้นหน้าใหม่และพิมพ์เลขหน้าทุกหน้าโดยพิมพ์เลขหน้าต่อเนื่องจากเนื้อหาของวิทยานิพนธ์
2.3.3 ประวัติผู้เขียน / ผู้วิจัย
ประวัติผู้เขียน/ผู้วิจัยอยู่ลำดับสุดท้ายของวิทยานิพนธ์เป็นการเสนอประวัติย่อ ๆ เกี่ยวกับผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ให้เขียนเป็นความเรียงความยาวไม่เกิน 1 หน้า โดยพิมพ์คำว่า “ประวัติผู้เขียน” ตรงกลางหน้ากระดาษส่วนบน ประกอบด้วยข้อความต่าง ๆ ดังนี้
2.3.3.1 ชื่อ-นามสกุล โดยมีคำนำหน้าชื่อได้แก่ นาย นางสาว นาง ถ้ามียศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนาม สมณศักดิ์ ก็ให้ใส่ไว้ด้วย
2.3.3.2 วัน เดือน ปีและสถานที่เกิด
2.3.3.3 ประวัติการศึกษา (เริ่มตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจนถึงก่อนการศึกษาปัจจุบัน สถานศึกษาและปี พ.ศ. ที่สำเร็จการศึกษา)
2.3.3.4 ตำแหน่งหน้าที่การงานปัจจุบัน
2.3.3.5 สถานที่ทำงานปัจจุบัน
2.3.3.6 ทุนการศึกษาที่ได้รับ (ถ้ามี)
บทที่ 3รูปแบบการพิมพ์
การพิมพ์วิทยานิพนธ์ นักศึกษาควรศึกษารูปแบบและข้อกำหนดในการพิมพ์ในคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ ก่อนลงมือพิมพ์ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามผู้ที่มีหน้าที่ตรวจรูปแบบการพิมพ์เพื่อความถูกต้องในรูปแบบการพิมพ์
3.1 รูปแบบและข้อกำหนดในการพิมพ์ มีดังนี้
3.1.1 กระดาษที่ใช้พิมพ์ ใช้กระดาษสีขาว ขนาดมาตรฐาน A4 น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 80 แกรม และให้พิมพ์เพียงหน้าเดียวตลอดเล่ม
3.1.2 ตัวพิมพ์ ใช้ตัวอักษรที่เป็นสีดำตลอดทั้งเล่ม อ่านได้ชัดเจน ไม่ใช้ตัวเอน และตัวลวดลาย มีขนาดและแบบเดียวกัน ตลอดเล่ม ให้ใช้เครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์ โดยใช้ Font ที่เป็นมาตรฐานได้ 2 แบบคือ Angsana, Cordia ขนาด16 พอยต์ (points) นอกจากกรณีตัวพิมพ์ในตารางหรือภาพประกอบที่อาจจำเป็นต้องใช้ตัวพิมพ์ที่เล็กลง หรือย่อส่วนเพื่อให้อยู่ในกรอบของการวางรูปกระดาษตามระเบียบ และสัญลักษณ์หรือตัวพิมพ์พิเศษซึ่งเครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถพิมพ์ได้ ให้เขียนด้วยหมึกดำอย่างประณีต
3.1.3 ระยะห่างของขอบกระดาษสำหรับข้อความ ตาราง รูปภาพ ต้องเว้นขอบกระดาษ ดังนี้
3.1.3.1 ห่างจากขอบกระดาษด้านบนระยะห่าง 1.5 นิ้ว (โดยวัดจากขอบบนสุดถึงฐานตัวอักษรบรรทัดแรก)
3.1.3.2 ห่างจากขอบกระดาษด้านซ้ายมือ ระยะห่าง 1.5 นิ้ว
3.1.3.3 ห่างจากขอบกระดาษด้านขวามือ ระยะห่าง 1 นิ้ว
3.1.3.4 ห่างจากขอบกระดาษด้านล่าง ระยะห่าง 1 นิ้ว
3.1.4 ตัวเลขในเนื้อเรื่องใช้แบบเดียวกันทั้งฉบับ เช่น เป็นตัวเลขอารบิคตลอดทั้งเล่ม หากจำเป็นต้องใช้ตัวเลขไทยก็ต้องเลือกให้เหมาะสม เช่น ใช้ตัวเลขอารบิคกับเนื้อหาการอ้างอิงเป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวเลขไทยกับส่วนที่เป็นภาษาไทย แต่ต้องระวังอย่าใช้ตัวเลขไทยกับข้อความภาษาอังกฤษ
3.1.5 การกำกับเลขหน้า มีรายละเอียดดังนี้
3.1.5.1 เว้นจากขอบกระดาษบนถึงฐานตัวเลข 1 นิ้ว
3.1.5.2 เว้นจากขอบกระดาษด้านขวาถึงตัวอักษร (หลักสุดท้าย) 1 นิ้ว
3.1.5.3 ตำแหน่งของเลขหน้าอยู่ตรงกันทุกหน้า หน้าและหลังตัวเลขกำกับหน้าไม่ต้องใส่เครื่องหมายใด ๆ
3.1.5.4 การกำกับเลขหน้า ในส่วนแรกให้ใช้พยัญชนะในภาษาไทยเรียงตามลำดับ ตั้งแต่ ก, ข, ค… ไปตามลำดับ โดยเริ่มนับจากหน้าปกใน เป็นหน้า ก แต่จะไม่พิมพ์ลำดับหน้าในหน้าปกใน ให้เริ่มพิมพ์ลำดับหน้าจากหน้าบทคัดย่อ (เริ่มต้นที่อักษร ง) เป็นต้นไป
3.1.5.5 การกำกับเลขหน้าในส่วนเนื้อหาจนถึงหน้าสุดท้าย ให้ใช้ตัวเลขอารบิค 1, 2, 3… ตามลำดับ ห้ามมีหน้าแทรก เช่น หน้า 2 ก หน้า 2 ข เป็นต้น
3.1.5.6 สำหรับหมายเลขหน้า ให้วางไว้มุมบนขวาของหน้ากระดาษเท่านั้น ห่างจากขอบกระดาษด้านบน ประมาณ 1 นิ้ว ทุก ๆ หน้า จะต้องมีหมายเลขหน้ากำกับ
3.1.5.7 สำหรับหน้าแรกที่มีชื่อบท หน้าแรกของบรรณานุกรม และหน้าแรกของส่วนภาคผนวก ไม่ต้องใส่ตัวเลขกำกับหน้า แต่ให้นับรวมจำนวนหน้าไปด้วย
3.1.6การเว้นระยะระหว่างบรรทัด
การเว้นระยะระหว่างบรรทัดให้เป็นแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม บรรทัดระหว่างหัวข้อสำคัญให้เว้น 1 บรรทัด
3.1.7 การย่อหน้า
ให้เว้นระยะจากด้านซ้ายมือ 1 แท็ป (Tab)
3.1.8 การพิมพ์สมการ สูตร สัญลักษณ์ กำหนดให้ใช้ Equation ของ Microsoft Word
3.1.9 การขึ้นหน้าใหม่
3.1.9.1 ถ้าพิมพ์มาถึงบรรทัดสุดท้ายของหน้ากระดาษ ให้เว้นขอบกระดาษล่างประมาณ 1 นิ้ว
3.1.9.2 หากมีเนื้อที่เหลือให้พิมพ์ได้อีกเพียงบรรทัดเดียวในหน้านั้นแล้วจะขึ้นย่อหน้าใหม่ให้ยกย่อหน้านั้นไปตั้งต้นพิมพ์ในหน้าถัดไป
3.1.9.3 หากมีข้อความเหลืออีกเพียงบรรทัดเดียวก็จะจบย่อหน้าเดิม ให้พิมพ์ต่อไปในหน้าเดิมจนจบแล้วจึงขึ้นย่อหน้าใหม่ในหน้าถัดไป
3.1.10 การพิมพ์บทที่ การแบ่งบทและบทที่ มีรายละเอียดดังนี้
3.1.10.1 ให้แบ่งจำนวนบทของวิทยานิพนธ์ออกเป็น 5 บท
3.1.10.2เมื่อเริ่มบทใหม่ต้องขึ้นหน้าใหม่เสมอ
3.1.10.3 พิมพ์คำว่า “บทที่” หรือ “CHAPTER” แล้วตามด้วยตัวเลข โดยไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนสุด ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว
3.1.10.4ชื่อบทให้พิมพ์ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษเช่นกัน โดยให้พิมพ์บรรทัดถัดลงมาต้องเว้นบรรทัด 1 บรรทัด ในกรณีที่ชื่อบทที่ยาวเกิน 1 บรรทัด ให้แบ่งเป็น 2-3 บรรทัด ตามความเหมาะสม โดยพิมพ์เรียงลงมาเป็นลักษณะสามเหลี่ยมกลับหัว
3.1.10.5 การพิมพ์บทที่และชื่อบทให้ใช้ขนาดตัวอักษร 18 พอยต์ ตัวหนา (Bold)
3.1.10.6 คำว่า “บทที่” และชื่อบทไม่ต้องขีดเส้นใต้
3.1.10.7 ทุกบทต้องมีเลขประจำบท โดยใช้เลขอารบิคสำหรับตัวเลขประจำบทในวิทยานิพนธ์ภาษาไทย และใช้เลขโรมันใหญ่ในวิทยานิพนธ์ ภาษาอังกฤษ เช่น บทที่ 1 หรือ CHAPTER I
3.1.11 หัวข้อสำคัญ หัวข้อสำคัญในแต่ละบท หมายถึง หัวข้อหลักซึ่งไม่ใช่เป็นชื่อเรื่องประจำบท มีรายละเอียดดังนี้
3.1.11.1 หัวข้อสำคัญในแต่ละบทให้พิมพ์ชิดด้านซ้ายมือ
3.1.11.2 ในการพิมพ์หัวข้อสำคัญให้ใช้ขนาดตัวอักษร 16 พอยต์ ตัวหนา และไม่ต้องขีดเส้นใต้
3.1.11.3 วิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษ อักษรตัวแรกของคำแรกและของทุก ๆ คำในหัวข้อสำคัญ ๆ เหล่านี้ต้องพิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่เสมอ แต่บุพบท, สันธาน และคำนำหน้านาม ไม่ต้องพิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ เว้นแต่บุพบท สันธานและคำนำหน้านามดังกล่าวจะเป็นคำแรกของหัวข้อนั้น
3.1.11.4 การขึ้นหัวข้อใหม่ หากมีที่ว่างไม่ถึง 2 บรรทัด ให้ยกหัวข้อใหม่ไปยังหน้าถัดไป
3.1.12 หัวข้อย่อย หมายถึง หัวข้อต่อจากหัวข้อสำคัญ เช่น 1.1 ให้พิมพ์หัวข้อย่อยชิดด้านซ้ายมือ การพิมพ์หัวข้อย่อย ให้ใช้รูปแบบตัวเลขเพียงอย่างเดียว ถ้ามีการแบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นมากกว่า 3 ระดับ ให้ใช้ตัวเลขอยู่ภายใต้เครื่องหมายวงเล็บ
ตัวอย่างการลำดับหัวข้อ
เว้นบรรทัดบทที่ 1
ย่อหน้า 1 แท็ปบทนำ
เว้นบรรทัด
ข้อความ ………………………………………………………….…………………………………
……………………………………………………………………………………………………..................
เว้นบรรทัด
1.1 หัวข้อสำคัญ
ข้อความ ………………………………………………….……….………………………………...
…………………………………………………..…………………………………………………................
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.1 หัวข้อย่อยระดับย่อหน้า…………………..………………………………………………….
………………………………………………………........…………………………………………..............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.2 หัวข้อย่อยระดับย่อหน้า………………….…………………….…………………………….
……………………………………………………..….…………………….………………………..............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.2.1 หัวข้อย่อยระดับ2…………..…….………………….……………………………….
………………………………………………………..…………….…….………………………….............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.2.2 หัวข้อย่อยระดับ2…………………..…………….….………………………………
………………………………………………………..……………….….…………………………............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1) หัวข้อย่อยระดับ 3……………………………….………..…………………........
2) หัวข้อย่อยระดับ 3………………………………………..…………………........
3.1.13 การพิมพ์ตาราง มีรายละเอียดดังนี้
3.1.13.1 ตารางประกอบด้วยลำดับที่ของตาราง ชื่อตาราง ส่วนข้อความและที่มาของตาราง (ถ้ามี)
3.1.13.2 ให้พิมพ์อยู่หน้าเดียวกันทั้งหมด ซึ่งตารางอาจมีทั้งแบบแนวตั้งและแบบแนวนอนก็ได้
3.1.13.3 ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวหนา คำว่า “ตารางที่” “Table” และ “เลขที่ตาราง” ส่วนชื่อตารางให้ใช้ตัวอักษรปกติ
3.1.13.4 พิมพ์คำว่า “ตารางที่” “Table” อยู่ด้านบนของตาราง ให้ชิดกระดาษด้านซ้ายมือ และอยู่ห่างจากเส้นบนของตาราง 1 บรรทัด
3.1.13.5 การจัดวางตำแหน่งของตาราง ให้ตารางอยู่กึ่งกลางของกระดาษ
3.1.13.6 การพิมพ์หัวตาราง ให้ใช้เส้นตีตารางชิดกับชื่อตาราง โดยขีดเส้นด้านบนและด้านล่างของหัวข้อในตาราง ไม่ต้องขีดเส้นปิดหน้าและปิดท้ายตาราง
3.1.13.7 การใช้เลขกำกับตาราง ให้ใช้เลขอารบิก เรียงลำดับต่อเนื่องกันโดยเรียงไปตามบท เช่น
ในบทที่ 1 ให้จัดเรียงตารางที่ 1.1 และตารางที่ 1.2
ในบทที่ 2 ให้จัดเรียงตารางที่ 2.1 และตารางที่ 2.2
3.1.13.8 ในตารางไม่ควรมีเส้นแบ่งสดมภ์ (Column) ยกเว้นกรณีจำเป็น
3.1.13.9 ตารางที่มีความยาว จนไม่สามารถบรรจุลงในหน้ากระดาษเดียวได้ ให้ตารางในหน้านั้นไม่ต้องขีดเส้นปิดตาราง และให้พิมพ์ส่วนที่เหลือในหน้าถัดไป โดยพิมพ์คำว่า ตารางที่ (พร้อมเลขลำดับที่ของตาราง) แล้วตามด้วยคำว่า (ต่อ) หรือ (Continued) กรณีนี้ จะต้องพิมพ์หัวตารางใหม่ และต้องมีข้อความในตารางอย่างน้อย 2 บรรทัด โดยยอมปล่อยให้มีที่ว่างในตารางหน้าเดิม
3.1.13.10 กรณีที่ส่วนข้อความของตารางนั้นสิ้นสุดลง และจำเป็นจะต้องอ้างถึงที่มาของตารางในหน้าถัดไป จะต้องยกข้อความบางส่วนของตารางไปรวมไว้ในหน้าใหม่อย่างน้อย 2 บรรทัด โดยยอมปล่อยให้มีที่ว่างในตารางหน้าเดิม
3.1.13.11 ให้พิมพ์ชื่อตารางต่อจากเลขลำดับที่ของตารางโดยเว้นระยะห่าง 2 ช่วงตัวอักษร กรณีชื่อตารางยาวเกินกว่า 1 บรรทัด ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวแรกของบรรทัดถัดไปตรงกับตัวอักษรตัวแรกของชื่อตาราง
3.1.13.12 ตารางที่มีความยาว หรือความกว้างจนไม่สามารถบรรจุในหน้ากระดาษเดียวได้ ให้พิมพ์ตามขวางของหน้ากระดาษ โดยหันหัวตารางเข้าสันปก หรืออาจย่อส่วนให้เล็กลงได้ตามความจำเป็น แต่ไม่ควรเล็กเกินไปจนไม่สามารถอ่านได้ หากไม่สามารถทำได้ให้แบ่งตารางออกเป็นส่วน ๆ และพิมพ์ส่วนที่เหลือในหน้าถัดไป โดยจะต้องพิมพ์เลขลำดับที่ตารางและตามด้วยคำว่า “ต่อ” ในวงเล็บ
3.1.13.13 ภาษาที่ใช้เขียนในตาราง ให้ใช้ภาษาเดียวกับภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
3.1.13.14 ตารางที่อ้างมาจากแหล่งข้อมูลอื่น ให้แจ้งที่มาไว้ท้ายตารางโดยเขียนบรรณานุกรมแหล่งที่มาไว้ด้วยในตอนท้ายตาราง
3.1.13.15 การพิมพ์หน่วยวัดของตัวเลขในตาราง ในกรณีที่ตัวเลขในคอลัมน์ ๆ มีหน่วยวัดเดียวกันให้พิมพ์หน่วยของตัวเลขไว้ในวงเล็บ ตรงมุมบนด้านขวามือเหนือหัวตาราง หรือกรณีที่ตัวเลขในคอลัมน์ต่าง ๆ มีหน่วยวัดต่างกัน ให้พิมพ์หน่วยวัดของตัวเลขไว้ในวงเล็บภายใต้ชื่อคอลัมน์นั้น
3.1.13.16 สำหรับข้อมูลปฐมภูมิไม่ต้องระบุแหล่งที่มา ส่วนข้อมูลทุติยภูมิต้องระบุแหล่งที่มา โดยใส่คำว่า “ที่มา” ไว้ใต้ตาราง ตามด้วยเครื่องหมายทวิภาค (:) แล้วเว้นระยะห่าง 1 ตัวอักษร จึงบอกแหล่งที่มาของข้อมูล
3.1.14 การพิมพ์ภาพประกอบ มีรายละเอียดดังนี้
3.1.14.1 ภาพประกอบ หมายถึง แผนภูมิ แผนที่ กราฟ ภาพถ่าย ภาพวาด เว็บไซต์ เป็นต้น
3.1.14.2 การให้ลำดับที่ของภาพ ใช้รูปแบบเดียวกับการให้ลำดับที่ของตาราง
3.1.14.3 ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวหนา คำว่า “ภาพที่” “Figure” และ “เลขลำดับภาพ” ส่วนชื่อภาพหรือคำอธิบายภาพให้ใช้ตัวอักษรปกติ
3.1.14.4 ให้พิมพ์คำว่า ภาพที่ และเลขลำดับที่ของภาพไว้ด้านล่างของภาพ ชิดริมกรอบกระดาษซ้ายมือของภาพ และพิมพ์คำบรรยายภาพต่อจากเลขลำดับที่ของภาพ โดยเว้นระยะห่าง 2 ช่วงตัวอักษร กรณีคำบรรยายภาพยาวเกินกว่า 1 บรรทัด ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวแรกของบรรทัดถัดไปตรงกับตัวอักษรตัวแรกของคำบรรยายภาพ
3.1.14.5 ให้จัดวางตำแหน่งของภาพประกอบ ให้จัดวางกึ่งกลางหน้ากระดาษตามความเหมาะสมสวยงามของหน้ากระดาษ กรณีที่ไม่สามารถบรรจุภาพในหน้าเดียวได้ ให้ย่อส่วนลงตามความจำเป็น หรือให้บรรจุส่วนที่เหลือในหน้าถัดไป โดยพิมพ์คำว่า ภาพที่และเลขลำดับที่ของภาพ แล้วตามด้วยคำว่า (ต่อ) หรือ (Continued)
3.1.14.6 กรณีที่เป็นภาพถ่ายของผลสำเร็จจากการดำเนินงานในโครงการ/วิทยานิพนธ์ ให้ใช้ภาพที่เป็นต้นฉบับเท่านั้น หรือในกรณีภาพประกอบที่เป็นภาพสี จะต้องทำเป็นภาพอัดสำเนาสีลงบนกระดาษปอนด์ขาวอย่างชัดเจน
3.1.14.7 ที่มาของภาพประกอบ ใช้รูปแบบเดียวกับที่มาของตาราง
3.1.14.8 คำอธิบายภาพประกอบ ให้ใช้ภาษาเดียวกับภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
3.1.15 การพิมพ์บรรณานุกรม มีรายละเอียดดังนี้
3.1.15.1 การพิมพ์คำว่าบรรณานุกรม ให้ใช้ขนาดตัวอักษร 18 พอยต์ ตัวหนา
3.1.15.2 การพิมพ์บรรณานุกรม ให้อยู่ต่อจากส่วนเนื้อหาและอยู่ก่อนภาคผนวก ให้พิมพ์คำว่า “บรรณานุกรม” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนสุด ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว และให้เว้นห่างจากชื่อบรรณานุกรม 1 บรรทัด จึงเริ่มพิมพ์รายชื่อของเอกสารที่ใช้ประกอบในบรรทัดแรก
3.1.15.3 การเรียงลำดับรายการบรรณานุกรม ให้เรียงลำดับข้อความแรกในแต่ละบรรทัดตามพจนานุกรม คือ เรียงตามอักษร ก – ฮ และ A – Z และเรียงบรรณานุกรมที่เป็นภาษาไทย ก่อนบรรณานุกรมภาษาอังกฤษ
3.1.15.4 ไม่ใส่เลขลำดับที่ 1, 2, 3… กำกับหน้ารายการบรรณานุกรม
3.1.15.5 หนังสือที่ใช้ในการอ้างอิง ถ้ามีการจัดพิมพ์หลายๆ ครั้งควรเลือกเล่มที่จัดพิมพ์ครั้งใหม่ที่สุด
3.1.15.6 ในการพิมพ์บรรณานุกรมภาษาอังกฤษ อักษรตัวแรกของแต่ละคำของชื่อเรื่อง (Title) ต้องขึ้นต้นตัวใหญ่เสมอ ยกเว้นบุพบทและสันธานเช่นคำว่า in, on, for และ and เป็นต้น
3.1.15.7 เริ่มต้นพิมพ์อักษรตัวแรกของผู้แต่ง ถ้าไม่จบรายการใน 1 บรรทัด เมื่อขึ้นบรรทัดที่ 2 ให้ย่อหน้าเข้ามา 6 ช่วงตัวอักษร และเริ่มพิมพ์ตัวอักษรที่ 7 ถ้าไม่จบใน 2 บรรทัด ขึ้นบรรทัดที่ 3 ให้ตรงกับบรรทัดที่ 2 จนจบรายการ เมื่อขึ้นรายการใหม่จึงชิดขอบหน้าเท่ารายการเดิม
3.1.16 การพิมพ์ภาษาต่างประเทศ
สําหรับคําในภาษาต่างประเทศให์พิมพ์ทับศัพท์เป็นภาษาไทยโดยวงเล็บภาษาต่าง ประเทศในคําแรกตามความจําเป็น เช่น เทคนิค(Technique) และการพิมพ์ภาษาต่างประเทศไม่นิยมใส่รูปวรรณยุกต์์เช่น Technology ให้พิมพ์เทคโนโลยี คําที่เป็นพหูพจน์ ไม่เติม “ส” หรือ “ส์” ในภาษาไทย เช่น Games ให้พิมพ์ เกม ยกเว้น คําที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น SEAGAMES ให้พิมพ์ ซีเกมส์ เป็นต้น หรือถ้าไม่แน่ใจในคำสะกดควรตรวจสอบจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
3.2 การใช้เครื่องหมาย
3.2.1 เครื่องหมายขนาดเล็ก ได้แก่ มหัพภาค ( . ) จุลภาค ( , ) ทวิภาค ( : ) อัฒภาค ( ; ) วิภัชภาค ( :- ) เครื่องหมายดังกล่าวเหล่านี้ เมื่อพิมพ์ให้พิมพ์ต่อเนื่อง จากตัวอักษรตัวหน้า ติดกับคำหน้า และเมื่อจะพิมพ์อักษรต่อจากเครื่องหมาย ให้เว้นช่วง 1 ตัวอักษร (หนึ่งเคาะ) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
พระพรหม, พระนารายณ์ และพระศิวะ
ตรีมูรติ :- เทพสูงสุดของฮินดู
อิทธิบาท :- ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
3.2.2 เครื่องหมายขนาดใหญ่ มีวิธีใช้ดังนี้
3.2.2.1 เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) เมื่อพิมพ์ให้เว้น 1 ช่วงตัวอักษร (หนึ่งเคาะ) ก่อนเครื่องหมาย และเว้นอีก 1 ช่วงตัวอักษรก่อนพิมพ์คำต่อไป เช่น
นั่ง ๆ นอน ๆ เด็ก ๆ ทั้งหลาย เรื่องอื่น ๆ เป็นต้น
3.2.2.2 เครื่องหมายอื่น ๆ ได้แก่ อัศเจรีย์ ( ! ) ปรัศนี ( ? ) อัญประกาศ (“…”) และไปยาลใหญ่ (ฯลฯ) มีวิธีใช้เหมือนเครื่องหมายยมก เช่น
โอ ! คุณพระช่วย ! สบายดีหรือ ?
3.2.3 เครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) เมื่อพิมพ์ให้พิมพ์ต่อจากอักษรตัวหน้า โดยไม่ต้องเว้นก่อน แต่ควรเว้น 1 ช่วงตัวอักษร ก่อนพิมพ์คำต่อไป เช่น
กรุงเทพฯ มีพลเมืองหนาแน่น กำหนดเข้าเฝ้าฯ เวลา 16.00 น.
3.2.4 เครื่องหมายยัติภังค์ ( - ) ใช้พิมพ์ เมื่อจำเป็นต้องแยกพยางค์ภายในคำเดียวกัน เพราะหมดเนื้อที่ในบรรทัด ให้พิมพ์ต่อจากตัวอักษรตัวหน้าได้ โดยไม่ต้องเว้นช่วง ดังนี้
… คณะมนุษย-
ศาสตร์
3.2.5 เครื่องหมายนขลิขิต หรือวงเล็บ มีวิธีใช้ คือ วงเล็บเปิด ให้พิมพ์ต่อจากตัวหน้าได้เลย แต่ให้เว้น 1 ช่วงตัวอักษร เมื่อพิมพ์วงเล็บปิด ดังนี้
โลภะ(ความโลภ) โทสะ(ความโกรธ) และโมหะ(ความหลง)
3.3 การเว้นวรรคตอน
การเว้นวรรคตอน มีหลักในการเว้นดังนี้
3.3.1 การเว้นวรรคระหว่างคำ ให้เว้น 1 ช่วงตัวอักษร เช่น
บิดา มารดา ครู อาจารย์ ล้วนเป็นปูชนียบุคคล
3.3.2 การเว้นวรรคระหว่างกลุ่มคำ (วลี) หรืออนุประโยค ให้เว้น 2 ช่วงตัวอักษร ดังนี้
เมื่ออาจารย์ใหญ่ให้โอวาท นักเรียนตั้งใจฟัง
3.3.3 การเว้นวรรคระหว่างประโยค ให้เว้น 2 ช่วงตัวอักษร หรือ 3 ตัวอักษร อย่างใดอย่างหนึ่ง
อาจารย์มีหน้าที่สอนวิชาการ ในเวลาเดียวกัน อาจารย์ก็มีหน้าที่
3.3.4 การพิมพ์ตัวเลข ให้เว้นช่วง ระหว่างตัวอักษรกับตัวเลข จำนวน 2 ช่วงตัวอักษรเสมอ เช่น
ความยาวไม่เกิน 3 เมตร
3.3.5 คำย่อที่มีมากกว่า 1 คำติดกัน ระหว่างมหัพภาคไม่ต้องเว้นระยะ เช่น
พ.ศ. รศ. Ph.D.
3.4 ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง
3.3.1 การพิมพ์แยกพยางค์ให้อยู่ต่างบรรทัด ดังตัวอย่างที่ผิด ดังนี้
คณะครูและนักเรี-
ยน
3.4.2 การพิมพ์เครื่องหมายไว้ต่างบรรทัด กับคำที่เครื่องหมายนั้นทำหน้าที่ขยายดังตัวอย่างที่ผิด ดังนี้
บุคลากรของหน่วยงานนี้ มีแต่คนหนุ่ม
ๆ สาว ๆ ทั้งนี้
3.4.3 คำนำหน้าชื่อบุคคล หรือตำแหน่งวิชาการ ไม่ควรเว้นช่วงคำ ดังตัวอย่างที่ผิด ดังนี้
นาย มงคล สภาสวรรค์ ควรแก้ไขเป็น นายมงคล สภาสวรรค์
นางสาว ส่องศรี นิรวัชกุล ควรแก้ไขเป็น นางสาวส่องศรี นิรวัชกุล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุรีรัตน์ กองแดง ควรแก้ไขเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรีรัตน์ กองแดง
บทที่ 4
การลงเอกสารอ้างอิง
การเขียนวิทยานิพนธ์ ต้องมีการอ้างอิง แหล่งที่มา ของเอกสารที่ใช้ประกอบในการค้นคว้า การอ้างอิง หมายถึง การบอกหรือแจ้งแหล่งที่มาของเนื้อหาภายในเล่ม หากมีแนวคิด ข้อมูล หรือ ข้อความใด ที่ผู้เขียนไปคัดลอก หรือ นำมาอ้างอิงไว้ในเนื้อหา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนให้วิทยานิพนธ์ นั้นมีความสมบูรณ์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ผู้เขียนจะต้องแสดงที่มาของข้อมูลหรือข้อความนั้น โดยเขียนแหล่งที่มา หรือเอกสารอ้างอิง เพื่อเป็นหลักฐานการอ้างอิง และเป็นการให้เกียรติ ต่อเจ้าของผลงานนั้น ๆ รวมถึงเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์
4.1 วัตถุประสงค์ของการอ้างอิง
4.1.1 เพื่อบอกแหล่งที่มา ของข้อความที่นำมาอ้าง ในวิทยานิพนธ์ ทำให้สามารถตรวจสอบกับหลักฐานต้นแหล่งได้ ซึ่งทำให้วิทยานิพนธ์ นั้นน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
4.1.2 เป็นการแสดงมารยาทของผู้เขียน ถือเป็นประกาศคุณูปการ ต่อเจ้าของผลงานที่ได้คัดลอก หรือนำมาอ้างอิง ไว้ในวิทยานิพนธ์
4.2 ประเภทของการอ้างอิง
การอ้างอิงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
4.2.1 การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ระบบนาม-ปี* (Parenthetical reference citations in text)
4.2.2 การอ้างอิงแบบแยกจากเนื้อหา หรือ เชิงอรรถ (Footnote)
_____________________________________________________________
* หมายเหตุ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ใช้การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา
4.3 การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา
การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ระบบนาม-ปี เป็นการเขียนแหล่งอ้างอิงไว้ในวงเล็บ เพื่อบอกที่มาของข้อความที่ยกมา ทั้งนี้อาจจะอยู่ต้นข้อความ ตอนกลางข้อความ หรือตอนท้ายของข้อความก็ได้
ปัจจุบันเป็นวิธีการอ้างอิง ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะง่ายต่อการเขียน สะดวก และประหยัดเนื้อที่ในการพิมพ์ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้อ่านอาจเกิดความรำคาญที่ต้องสะดุดเป็นช่วง ๆ เนื่องจากมีวงเล็บแทรกเป็นระยะ ๆ และผู้อ่านไม่สามารถ ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารอ้างอิงในทันทีได้ ต้องใช้ชื่อผู้แต่งที่ระบุในวงเล็บ เป็นเครื่องชี้นำ ไปยังบรรณานุกรมซึ่งอยู่ท้ายเล่ม
4.3.1 แบบแผนการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ระบบนาม-ปี
4.3.1.1 การอ้างอิงโดยเน้นเนื้อหาสาระขึ้นต้นก่อน รายการอ้างอิงทั้งหมดจะอยู่ในวงเล็บ และเขียนต่อจากข้อความ
รัฐบาลควรจะถือเรื่องเป็นธรรมทางสังคมเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ รัฐบาลควรสนับสนุน การเคลื่อนไหวทางวิชาการ และกระบวนการทางสังคม เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม การปฏิรูปการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน เป็นหัวใจของความเป็นธรรมทางสังคม (ประเวศ วะสี. 2547: 187)
4.3.1.2 การอ้างอิงโดยเน้นนามเจ้าของเอกสารก่อนข้อความที่จะอ้างอิงนิยมใส่รายการอ้างอิงหลังนามเจ้าของเอกสาร โดยไม่ต้องใส่ชื่อผู้แต่งซ้ำ
ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ (2547: 39) กล่าวว่า คนไทยส่วนมากชอบประจบผู้มีอำนาจ คือ ผู้นำของตน คนไทยจึงเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำลายผู้นำของตน...
... เช่นเดียวกับที่ Volter (1988: 65 ) กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตคงต้องทรงโดดเดี่ยวจนน่าสงสาร ก็เพราะไม่มีใครกล้ากราบบังคมทูลความจริงอันใดที่จะทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย
4.3.1.3 กรณีที่จำเป็นต้องอ้างอิงเอกสารหลายรายการพร้อมกัน ผู้เขียนสามารถอ้างอิงไว้ในวงเล็บเดียวกันได้โดยมีเครื่องหมายอัฒภาค (;) คั่นระหว่างเอกสารอ้างอิง แต่ละรายการโดยเรียงลำดับตามปีที่พิมพ์
ทรัพยากรที่นักธุรกิจแต่ละคนใช้วิ่งเต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจผูกขาด มิได้มีผลประโยชน์อื่นใดต่อสังคม เพราะนอกจากจะไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ความสูญเสียดังกล่าวนี้ จึงมีขนาดใหญ่กว่าความสูญเปล่าของทรัพยากร (Tullock. 1967: 230; Bhagwati. 1987: 999; นิพนธ์ พัวพงศกร. 2547: 93)
4.3.1.4 การอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิและตติยภูมิ ในบางครั้งที่ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ไม่สามารถ หาแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ มาอ้างอิงได้ ให้อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ หรือแหล่งข้อมูล ตติยภูมิ มีวิธีการอ้างอิง ดังนี้
1) ใช้แหล่งข้อมูลปฐมภูมิเป็นหลัก
ให้ขึ้นต้นด้วยรายการอ้างอิงของแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ตามด้วยคำว่า “อ้างถึงใน” สำหรับการอ้างอิงภาษาไทย หรือคำว่า “quoted in” หรือ “quoted by” สำหรับการอ้างอิงภาษาอังกฤษ และตามด้วยรายการอ้างอิงของแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ
การศึกษาของทีดีอาร์ไอ รายงานว่า ราคาการใช้โทรศัพท์ประเภทต่าง ๆ ราคาเครื่องโทรศัพท์มือถือ และค่าวงจรอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยแพงกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน(สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และธราธร รัตนนฤมิตร. 2545: 114 อ้างถึงใน นิพนธ์ พัวพงศกร. 2547:93)
2) ใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิเป็นหลัก
ให้ขึ้นต้นด้วยรายการอ้างอิงของแหล่ง ข้อมูลทุติยภูมิ ตามด้วยคำว่า “อ้างจาก” สำหรับการอ้างอิงภาษาไทย หรือคำว่า “citing” หรือ “quoting” สำหรับการอ้างอิงภาษาอังกฤษ และตามด้วยรายการอ้างอิงของแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ
อนึ่ง การอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลตติยภูมิเป็นหลัก ก็ให้ใช้หลักการเดียวกันนี้ โดยใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิแทนในตำแหน่งของแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ
การศึกษาของทีดีอาร์ไอ รายงานว่า ...(นิพนธ์ พัวพงศกร. 2547: 93 อ้างจาก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และธราธร รัตนนฤมิตร. 2545: 114)
4.3.2 หลักเกณฑ์การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา
4.3.2.1 ผู้แต่งคนเดียว
1) ถ้าผู้แต่งเป็นชาวไทย ให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุล ทั้งเอกสารที่เขียนเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
(เกษมชาติ ทองชา. 2540: 210)
(Pornchai Suchitta. 1983: 34)
2) ถ้าผู้แต่งเป็นชาวต่างประเทศให้ระบุเฉพาะชื่อสกุลของผู้แต่ง (Watson. 2001: 155)
4.3.2.2 ผู้แต่ง 2 คน
ถ้าผู้แต่งเป็นชาวไทยให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “และ” เชื่อม สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศให้ลงชื่อสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “and” เชื่อม
(วิศิษฎ์ จาตุรมาน และขวัญชัย สินทิพย์สมบูรณ์. 2538: 33)
(William and Grossa. 1996: 25)
4.3.2.3 ผู้แต่ง 3 คน
ถ้าผู้แต่งเป็นชาวไทย ให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 3 คน ใส่เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างผู้แต่งคนแรกและคนที่ 2 เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้วต่อด้วยผู้แต่งคนที่ 3 ถ้าผู้แต่งเป็นชาวต่างประเทศให้ระบุเฉพาะชื่อสกุลของผู้แต่งทั้ง 3 คน ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างคนที่ 1 และคนที่ 2 จากนั้นใช้คำว่า “and” เชื่อมแล้วต่อด้วยนามสกุลคนที่ 3
(สหชัย นทีปการ, ธนาพงษ์ วิทิตศานต์ และเจริญชัย บำรุงวัด. 2544: 45)
(Pozar, Freeman and Sedra . 1998: 154)
4.3.2.4 ผู้แต่งมากกว่า 3 คน
สำหรับเอกสารภาษาไทย ให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุลของผู้แต่งคนแรก ตามด้วย “และคณะ” ส่วนเอกสารภาษาต่างประเทศให้ระบุเฉพาะชื่อสกุลของผู้แต่งคนแรก ตามด้วย “et al.”
(กอบแก้ว โชติกุญชร และคณะ. 2544: 89)
(Kasabian et al. 2001: 25)
4.3.2.5 ผู้แต่งคนไทยที่มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ และสมณศักดิ์ ให้ลงคำนำหน้า พระนาม บรรดาศักดิ์ และสมณศักดิ์ ไว้หน้าชื่อด้วย
(ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล. 2533: 55)
(พระยาอุปกิตศิลปสาร. 2525: 28)
(พระราชธรรมนิเทศ. 2531: 333)
4.3.2.6 ผู้แต่งที่มียศ ตำแหน่ง ผู้แต่งที่มียศทางทหาร ตำรวจ นายแพทย์ อาจารย์ หรือมีตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไม่ต้องใส่ยศหรือตำแหน่ง
(พวา พันธุ์เมฆา. 2542: 11)
(ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. 2535: 72)
4.3.2.7 ผู้แต่งที่ใช้นามแฝง ให้ลงชื่อนามแฝงนั้น
(ว.วชิรเมธี. 2547: 25)
(Twain. 1962: 19)
4.3.2.8 ผู้แต่งที่เป็นสถาบัน หมายถึง หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคล ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ได้แก่ หน่วยงานของรัฐบาล สถาบัน รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ เป็นต้น ให้ลงชื่อสถาบันนั้นๆ จากหน่วยงานใหญ่ไปหาหน่วยงานย่อย
(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์. 2548: 140)
(ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. 2544: 5)
(ราชบัณฑิตยสถาน. 2549 : 30)
(United Nations. 1989: 7)
4.3.2.9 ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ให้ลงชื่อเรื่องแทนในตำแหน่งของผู้แต่ง
(100 ปี กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตธุรกิจไทย. 2534: 144 )
(Organization for Economic Co-operation and Development. 1996: 53)
4.3.2.10 ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง แต่มีผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการ ผู้รวบรวม ให้ใส่ชื่อบรรณาธิการหรือผู้รวบรวม
(พิมลอร อมรแจ่ม, ผู้รวบรวม. 2543: 237)
(Fluka, ed. 1988: 978)
4.3.2.11 หนังสือแปล
1) ถ้าทราบชื่อผู้แต่งเดิม ให้ใส่ชื่อผู้แต่งเดิม
(สปีเกล. 2541: 15)
2) ถ้าไม่ทราบชื่อผู้แต่งเดิมให้ใส่ชื่อผู้แปล
(สมพร สูตินันท์โอภาส, ผู้แปล. 2541: 35)
4.3.2.12 การอ้างเอกสารหลายเรื่อง โดยผู้เต่งหลายคนพร้อมกัน ให้เรียงตามลำดับ ปีที่พิมพ์จากเลขน้อยไปหาเลขมาก โดยคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (; )
(ศิรินาถ ทับแสง. 2535: 36; วิจารณ์ พานิช. 2539: 96; วิจิตร ศรีสอ้าน. 2546: 5)
(Wilkerson. 1998: 1; Todaro. 2000: 2; Barger. 2002: 1)
4.3.2.13 การอ้างอิงเอกสารพิเศษหรือสื่อลักษณะอื่น เช่น รายการวิทยุ โทรทัศน์ ปาฐกถา วีดิทัศน์ สไลด์ ต้นฉบับตัวเขียน จดหมาย สัมภาษณ์ เป็นต้น ให้ระบุลักษณะของเอกสารพิเศษนั้น ๆ
(อานันท์ ปัณยารชุน. 2545: แถบบันทึกเสียง)
(สุรยุทธ์ จุลานนท์. 2550: สัมภาษณ์)
(สนธิ ลิ้มทองกุล. 2550: ออนไลน์)
(Rowling. 2007: online)
หมายเหตุ เอกสารทุกรายการที่มีการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา ต้องปรากฎในบรรณานุกรมท้ายเล่มทุกรายการเช่นเดียวกัน (ตามหลักการเขียนบรรณานุกรม)
บทที่ 5
บรรณานุกรม
การเขียนบรรณานุกรม มีแบบแผนและหลักเกณฑ์ในการบันทึกรายการแบ่งได้ตามประเภทของทรัพยากรสารนิเทศดังนี้ หนังสือ บทความวิชาการ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ จุลสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาประกอบการเรียบเรียง โดยในส่วนนี้แสดงถึง ชื่อผู้เขียน ปีที่พิมพ์ ชื่อเอกสาร สถานที่พิมพ์ และสำนักพิมพ์ เป็นต้น
5.1 ความหมายของบรรณานุกรม
บรรณานุกรม หมายถึง รายการทรัพยากรสารนิเทศที่ใช้ค้นคว้าหาข้อมูลและอ้างอิงในการเขียนวิทยานิพนธ์ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้ศึกษาค้นคว้ามาจากตำราที่เชื่อถือได้และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่ต้องการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม
5.2 หลักการเขียนบรรณานุกรม
5.2.1 การพิมพ์คำว่าบรรณานุกรม ให้ใช้ขนาดตัวอักษร 18 พอยต์ ตัวหนา
5.2.2 การพิมพ์บรรณานุกรมให้อยู่ต่อจากส่วนเนื้อหาและอยู่ก่อนภาคผนวก ให้พิมพ์คำว่า “บรรณานุกรม” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนสุด ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว และให้เว้นห่างจากชื่อบรรณานุกรม 1 บรรทัด จึงเริ่มพิมพ์รายชื่อของเอกสารที่ใช้ประกอบในบรรทัดแรก
5.2.3 การเรียงลำดับรายการบรรณานุกรม ให้เรียงลำดับข้อความแรกในแต่ละบรรทัดตามพจนานุกรม คือ เรียงตามอักษร ก – ฮ และ A – Z และเรียงบรรณานุกรมที่เป็นภาษาไทย ก่อนบรรณานุกรมภาษาอังกฤษ
5.2.4 ไม่ใส่เลขลำดับที่ 1, 2, 3… กำกับหน้ารายการบรรณานุกรม
5.2.5 หนังสือที่ใช้ในการอ้างอิง ถ้ามีการจัดพิมพ์หลายๆ ครั้งควรเลือกเล่มที่จัดพิมพ์ครั้งใหม่ที่สุด
5.2.6 ในการพิมพ์บรรณานุกรมภาษาอังกฤษ อักษรตัวแรกของแต่ละคำของชื่อเรื่อง (Title) ต้องขึ้นต้นตัวใหญ่เสมอ ยกเว้นบุพบทและสันธานเช่นคำว่า in, on, for และ and เป็นต้น
5.2.7 ระยะการเขียนบรรณานุกรม แต่ละรายการของทรัพยากรสารนิเทศบรรทัดแรก ต้องเขียน ชิดซ้าย ถ้าเขียนบรรทัดเดียวไม่พอ ต่อบรรทัดที่ 2 , 3 ... ต้องเว้นในระยะ 1 แท็ป
5.2.8 การเว้นระยะเครื่องหมายวรรคตอน ของรูปแบบการเขียนบรรณานุกรมแต่ละทรัพยากรสารนิเทศ มีดังนี้ หลังเครื่องหมายมหัพภาค (.) ให้เว้นไว้ 2 ตัวอักษร หลังเครื่องหมาย มหัพภาคคู่ (:) จุลภาค (,) อัญประกาศ (“ ”) ให้เว้นไว้ 1 ตัวอักษร
5.3 หลักการลงส่วนต่างๆ ในบรรณานุกรม
5.3.1 ผู้แต่ง ผู้เขียนบทความ ผู้รับผิดชอบ ผู้ผลิต
5.3.1.1 หนังสือที่มีผู้แต่งคนเดียว ชื่อผู้แต่งให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกในของหนังสือ สำหรับผู้แต่งที่เป็นคนไทย ให้ใช้ชื่อ นามสกุล สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้ใช้ชื่อสกุลขึ้นต้น แล้วตามด้วยชื่อต้น ชื่อกลาง หลังนามสกุลให้คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ทั้ง 2 กรณีไม่ต้องใส่คำนำหน้านามหรือวุฒิการศึกษา นายแพทย์ ดอกเตอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยศทหารและตำรวจ ตัวอย่าง
พวา พันธุ์เมฆา.
น้ำทิพย์ วิภาวิน.
Bangs, David B.
5.3.1.2 หนังสือที่มีผู้แต่ง 2 คน ให้ใส่ชื่อผู้แต่งที่ระบุเป็นคนแรกไว้ก่อน เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้ว จึงใส่ชื่อผู้แต่งคนที่ 2 สำหรับหนังสือภาษาต่างประเทศ ให้เชื่อมด้วยคำว่า “and” แล้วจึงลงรายการผู้แต่งคนที่ 2 ตัวอย่าง
พันจันทร์ ธนวัฒนาเสถียร และกรภัทร สุทธิดารา.
สายทอง มโนมัยอุดม และลัดดา รุ่งวิสัย.
Kennedy, John F. and Molen, Gerald R.
5.3.1.3 หนังสือที่มีผู้แต่ง 3 คน ผู้แต่งชาวไทยลงชื่อ นามสกุล ผู้แต่งคนที่ 1 คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ลงชื่อ นามสกุลคนที่ 2 เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้วจึงลงชื่อ นามสกุลคนที่ 3 สำหรับชาวต่างประเทศ ให้ลงคนที่ 1 คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) ผู้แต่งคนที่ 2 เชื่อมด้วยคำว่า “and” ลงผู้แต่งคนที่ 3 ตัวอย่าง
นงคราญ วรวรรณ, สุดารัตน์ ขจรวงศ์ และพรนภา รัศมีจันทร์.
สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง, วิมล ศิริไพบูลย์ และสุกัญญา ชลศึกษ์.
Turban, Efraim, McLean, Ephraim R. and Wetherbe, James C.
5.3.1.4 หนังสือที่มีผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ลงชื่อผู้แต่งทุกคน ผู้แต่งชาวไทยลงชื่อ นามสกุล ผู้แต่งคนที่ 1 คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) ลงชื่อ นามสกุลคนที่ 2,3,4... เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้วจึงลงชื่อ นามสกุลคนสุดท้าย สำหรับชาวต่างประเทศลงผู้แต่งคนที่ 1 แล้วคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ( , ) ลงนามสกุล ชื่อต้น ชื่อกลาง คนที่ 2,3,4... เชื่อมด้วยคำว่า “and” แล้วจึงลง นามสกุล ชื่อต้น ชื่อกลาง คนสุดท้าย
วัลลภ สวัสดิวัลลภ, สุเวช ณ หนองคาย, นารีรัตน์ เทียมเมือง, เบญจ- รัตน์ สีทองสุก, ชัยเลิศ ปริสุทธกุล และอรุณี ทรงพัฒนา.
Griswold, Norman E., Neidig, H.A., Spencer, James N. and Stanitski, Conrad L.
5.3.1.5 ผู้แต่งที่มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ และสตรีที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง ให้ลงคำเหล่านั้นไว้หลังชื่อสกุล โดยใช้เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่น ตัวอย่าง
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ.
อนุมานราชธน, พระยา.
รังสิมา หวั่งหลี, คุณหญิง.
5.3.1.6 ผู้แต่งที่มีสมณศักดิ์ ให้ใช้ตามสมณศักดิ์ที่ได้รับ และใส่ชื่อเดิมไว้ในวงเล็บ และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน.
พุทธทาสภิกขุ.
พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ)
5.3.1.7 ผู้แต่งที่ใช้นามแฝง ถ้าทราบนามจริงให้ลงชื่อนามแฝง แล้ววงเล็บนามจริงต่อท้าย ถ้าไม่ทราบนามจริงให้ลงนามแฝง แล้ววงเล็บคำว่า “นามแฝง” สำหรับชาวต่างประเทศ วงเล็บคำว่า “pseud” และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
พนมเทียน (นามแฝง).
ทมยันตี (วิมล ศิริไพบูลย์).
Wow (pseud).
5.3.1.8 ผู้แต่งที่เป็นสถาบัน ได้แก่ หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ สมาคม ธนาคาร องค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น ให้ลงชื่อสถาบันนั้นๆ ในรายการผู้แต่ง จากหน่วยงานใหญ่ไปหน่วยงานย่อย โดยเว้นวรรคระหว่างหน่วยงานใหญ่ และหน่วยงานย่อย ตัวอย่าง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์.
กรมประชาสัมพันธ์.
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.
5.3.1.9 หนังสือที่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ให้ลงรายการชื่อเรื่อง หรือชื่อบทความที่ปรากฏในหน้าปกในแทนรายการผู้แต่ง
สารสนเทศและการศึกษาค้นคว้า.
“ชายคลองและท้องทุ่ง: แผ่นดินแห่งสายน้ำ”
World Wide Web Secrets.
“Canal Control Algorithm Currently in Use”
5.3.2 ชื่อหนังสือ ชื่อวารสาร ชื่อหนังสือพิมพ์ ชื่อรายการ ให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ชื่อเรื่องภาษาต่างประเทศจะใช้อักษรตัวใหญ่ขึ้นต้นทุกคำ ทั้งชื่อเรื่องและชื่อรอง โดยใช้อักษรตัวหนา และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
สารสนเทศและการศึกษาค้นคว้า.
องค์การกับการสื่อสาร.
World Wide Web Secrets.
5.3.3 ครั้งที่พิมพ์ หนังสือที่พิมพ์มากกว่าหนึ่งครั้ง ให้ระบุครั้งที่พิมพ์หนังสือ ถ้าเป็นการพิมพ์ครั้งแรกไม่ต้องลงรายการ หลังครั้งที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
พิมพ์ครั้งที่ 2. ภาษาอังกฤษเขียนดังนี้ 2nd. ed. (ย่อมาจาก second edition)
พิมพ์ครั้งที่ 3. ภาษาอังกฤษเขียนดังนี้ 3rd. ed. (ย่อมาจาก third edition)
พิมพ์ครั้งที่ 4. ภาษาอังกฤษเขียนดังนี้ 4th. ed. (ย่อมาจาก fourth edition)
5.3.4 สถานที่พิมพ์ ให้ระบุชื่อเมืองที่สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์นั้นตั้งอยู่ โดยใช้ชื่อเมืองตามที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้น ๆ ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อเมือง ให้ใช้คำว่า “ม.ป.ท.” (มาจากคำว่า ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์) หรือ “n.p.” (มาจากคำว่า no place) ในตำแหน่งของสถานที่พิมพ์หลังสถานที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายมหัพภาคคู่ (:) ตัวอย่าง
กรุงเทพฯ:
เชียงใหม่:
London:
5.3.5 สำนักพิมพ์ ให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ในกรณีที่มีทั้งสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ให้ใช้ชื่อสำนักพิมพ์ ถ้าไม่มีสำนักพิมพ์จึงระบุชื่อโรงพิมพ์ คำที่เป็นส่วนหนึ่งของสำนักพิมพ์ เช่นห้างหุ้นส่วนจำกัด Incorporation, Inc., Limtied, Ltd. ให้ตัดออก ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อสำนักพิมพ์ห้ใช้คำว่า “ม.ป.ท.” สำหรับหนังสือภาษาไทย “n.p.” สำหรับหนังสือภาษาต่างประเทศ (มาจากคำว่า no publishers) ในตำแหน่งของสำนักพิมพ์ และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
ไทยวัฒนาพานิช.
โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
McGraw-Hill.
5.3.6 ปีที่พิมพ์ ภาษาไทยใส่เฉพาะตัวเลขไม่ต้องระบุคำว่า พ.ศ. สำหรับภาษาต่างประเทศใส่เฉพาะตัวเลขไม่ต้องระบุคำว่า ค.ศ. ในกรณีที่หนังสือไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใช้คำว่า “ม.ป.ป.” (มาจากคำว่า ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์) หรือ “n.d.” (มาจากคำว่า no date) และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
2548. 2005.
2550. 2007.
ม.ป.ป. n.d.
5.4 แบบแผนการลงรายการบรรณานุกรมจากทรัพยากรสารนิเทศประเภทต่าง ๆ
5.4.1 หนังสือทั่วไป
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อหนังสือ.//ครั้งที่พิมพ์.//สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
กรมศิลปากร. 2544. ครรภครรลองร้อยกรองไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. 2540. ข้าวไทยไปญี่ปุ่น. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชซิง.
บุญเรียง ขจรศิลป์. 2543. วิธีวิจัยทางการศึกษา Educational Research Methodology.
พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตโต). 2545. ภัยแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.
วัลลภ สวัสดิวัลลภ, สุเวช ณ หนองคาย, นารีรัตน์ เทียมเมือง, เบญจรัตน์ สีทองสุก, ชัยเลิศ ปริสุทธ-
กุลและอรุณี ทรงพัฒนา. 2544. สารนิเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า. พิมพ์ครั้งที่ 4. นครปฐม: สถาบันราชภัฏนครปฐม.
วิบูลย์ บุญยธรโรกุล และพิชัย ศิริจันทนันทร์. 2540. การวางแผนและออกแบบงานสูบน้ำ. ปทุมธานี: ศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย.
อัจฉรา ธารอุไรกุล, ทัดดาว ศิลคุณ และภคณี อุปถัมป์. 2545. ระบบฐานข้อมูลเบื้องต้น.
กรุงเทพฯ: เนติกุลการพิมพ์.
Griffis, F.H. and Farr, John V. 2000. Construction Planning for Engineering. Boston:
McGraw-Hill.
Griswold, Norman E., Neidig, H.A., Spencer, James N. and Stanitski, Conrad L. 2002.
Laboratory Handbook for General Chemistry. Austrailia: Brook.
Mark, James E. 1996. Physical Properties of Polymers Handbook. New York: American
Institute of Physics.
Stanton, Bobby, Zhu, Lin and Atwood, Charles H. 2006. Experiments in General Chemistry Featuring MeasureNet. Southbank: Thomson Brooks.
5.4.2 บทความในหนังสือ
บทความในหนังสือหมายถึง หนังสือเล่มหนึ่งหรือชุดหนึ่ง แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนหรือบท โดยที่แต่ละบทแจ้งผู้เขียนบทความไว้ชัดเจน กรณีเช่นนี้ถือว่า แต่ละตอนหรือแต่ละบท คือ บทความเรื่องหนึ่งของหนังสือ มีแบบแผนการเขียนบรรณานุกรมแตกต่างจากหนังสือทั่วไปเล็กน้อย มีรายละเอียดของการบันทึกแต่ละรายการ ดังนี้
5.4.2.1 ผู้เขียนบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับผู้แต่งหนังสือ และใส่เครื่องหมายมหัพภาค
5.4.2.2 ชื่อบทความ ให้ใส่ชื่อบทความไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศ
5.4.2.3 ชื่อเรื่อง ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อเรื่องของหนังสือ พิมพ์ตัวหนา และใส่เครื่องหมายมหัพภาค
5.4.2.4 เลขหน้า ใส่เลขที่เริ่มต้นถึงเลขหน้าที่สิ้นสุดของบทความนั้น หลังเลขหน้าใส่เครื่องหมายมหัพภาค
5.4.2.5 ชื่อบรรณาธิการ หรือผู้รวบรวม ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้แต่งหนังสือ (ยกเว้น ชื่อผู้แต่งชาวต่างประเทศให้ขึ้นต้นด้วยชื่อตัว ตามด้วยชื่อสกุล)
5.4.2.6 สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับสถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ของหนังสือ
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//“ชื่อบทความ”/ใน/ชื่อเรื่อง.//เลขหน้า.//ชื่อบรรณาธิการ(ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
ดวงใจ กสานติ. 2528. “เพื่อสุขภาพที่ดีในครอบครัว” ใน เรื่องน่ารู้สำหรับประชาชน เล่มที่ 11.
หน้า 130-139. กรุงเทพฯ: ชมรมนักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล.
ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์. ม.ป.ป. “ระบบตลาดเสรีและปัญหาประชาธิปไตย” ใน เปเรสตรอยก้า : จุด เปลี่ยนของเศรษฐกิจการเมืองโซเวียต. หน้า 77-118. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ
บุษบา คุณศิรินทร์, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์-วิชาการ.
Olaisen, Jahan. 1990. “Information Quality Factors and the Cognitive Authority of Electronic Information” In Information Quality: Definitions and Dimensions. pp.91-121.
I Wormell, editor. London: Taylor Graham.
5.4.3 หนังสือแปล
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อหนังสือ//แปลจาก/ชื่อเรื่องเดิม.//โดย/ชื่อผู้แปล(ถ้ามี).//ครั้งที่พิมพ์.// สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
เดวิด, เฟร็ด อาร์. 2546. การบริหารเชิงกลยุทธ์. แปลจาก Strategic Management Concepts. โดย
สาโรจน์ โอพิทักษ์ชีวิน. กรุงเทพฯ: เพียร์สัน เอ็ดดูเคชั่น อินโดไชน่า.
เมอร์วิล, ลีโอนาร์ด. 2534. ธรรมชาติบำบัด-ป้องกันรักษาโรคหัวใจ. แปลจาก Preventing Heart Disease. โดย สมพงศ์ สหพงศ์. กรุงเทพฯ: รวมทรรศน์.
โฮเค, เจมส์ เอช. 2533. แก้ปัญหาชีวิตด้วยจิตวิทยา. แปลจาก I Would if I Could I Can โดย พลวัต (นามแฝง). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์-วิชาการ.
5.4.4 บทความในวารสาร
5.4.4.1 ผู้เขียนบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อผู้แต่งหนังสือ
5.4.4.2 ชื่อบทความ ให้ใส่ ชื่อบทความ ไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศ “_”
5.4.4.3 ชื่อวารสาร ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกในของวารสาร และใช้อักษรตัวหนา
5.4.4.4 ปีที่หรือเล่มที่ ให้ใส่เฉพาะตัวเลข โดยไม่ต้องมีคำว่าปีที่ หรือเล่มที่
5.4.4.5 ฉบับที่ ให้ใส่เฉพาะตัวเลขไม่ต้องมีคำว่าฉบับที่
5.4.4.6 เลขหน้า ให้ใส่เลขหน้า ซึ่งบทความนั้นตีพิมพ์อยู่ว่าเริ่มจากหน้าใดถึงหน้าใด
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//“ชื่อบทความ”/ชื่อวารสาร.//ปีที่,/ฉบับที่ (เดือน):/เลขหน้า.
ตัวอย่าง
ปริทรรศน์ พันธบรรยงค์. 2541. “พูดจาประสาช่าง: ลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์” วิศวกรรมสาร. 2,
51 (กุมภาพันธ์): 42-43.
วัฒน์ วรรลยางกูล. 2547. “ชายคลองและท้องทุ่ง: แผ่นดินแห่งสายน้ำ” ชีวจิต. 6, 132 (เมษายน): 82.
Roger, David C. and Goussard, Jean. 1998. “Canal Control Algorithm Currently in Use”
Journal of Irrigation and Drainage Engineering. 124 (January-February): 11-15.
Rhodes, Henlen and Chelin, Jaqueline. 2000. “Web-Based User Education in UK University Libraries- Results of a Survey” Program. 34,1 (January): 59-73.
5.4.5 บทความในหนังสือพิมพ์
การบันทึกรายการสำหรับบทความในหนังสือพิมพ์ ใช้แบบแผนเดียวกับบทความในวารสารแตกต่างกันที่ หนังสือพิมพ์นั้นกำกับเพียง วัน เดือน ปี เท่านั้น
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.// “ชื่อบทความ”/ชื่อหนังสือพิมพ์.//(วัน/เดือน):/เลขหน้า.
ตัวอย่าง
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์. 2541. “บางกอกเกมส์ 41” ไทยโพสท์. (21 ธันวาคม): 11.
วิโรจน์ ธัญญหาญ. 2550. “มือถือปลอดภัยและระวังภัยไวรัส” คมชัดลึก. (15 กรกฎาคม ): 4.
Vasana Chinvarakorn. 2007. “Local History Brought to Life” Bangkok Post. (August 20): 8.
Phatarawadee Phataranawik. 2007. “Being Environmentally Friendly isn’t Just Trend” The Nation. (September 15): 8.
5.4.6 วิทยานิพนธ์
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อวิทยานิพนธ์.//วิทยานิพนธ์ระดับการศึกษา.//คณะ/มหาวิทยาลัย.
ตัวอย่าง
ฉัตรชัย ธนศรีสุข. 2541. การกำจัดกำมะถันในถ่านโดยการไพโรไลซิสที่อุณหภูมิต่ำ.
วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แววตา เตชาทวีวรรณ. 2541. ระบบฐานข้อมูลเพื่อบริการสารสนเทศห้องสมุดเฉพาะ.
วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระ-จอมเกล้าลาดกระบัง.
Buppha Devahuti. 1985. Use of Computer in Serials Control in Thai Libraries. Master’s Thesis. Department of Libraries Science Graduate School Chulalongkorn University.
Sklar, E. 2000. CEL: A Framework for Enabling an Internet Leaning Community. Ph.D. Thesis Department of Computer Science Brandeis University.
5.4.7 รายงานการวิจัย
รายงานการวิจัยที่พิมพ์เผยแพร่เป็นเล่ม มีรูปแบบและส่วนประกอบในการลงรายการดังนี้
ผู้เขียน.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อเรื่องการวิจัย.//หน่วยงานที่รับผิดชอบ.
ตัวอย่าง
บุญอนันต์ พินัยทรัพย์ และพลาพรรณ คำพรรณ์. 2549. โครงการศึกษาชุมชนเข้มแข็งกระบวนการสร้างสรรค์ คืนพลังสู่ชุมชน: หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
สุภาพ ณ นคร, มารุต ดำชะอม, นิตยา สุวรรณรัตน์, จุฑารัตน์ บวรสิน, จิรวัฒน์ วีรังกร, ปัญญา เหล่า-อนันต์ธนาและธนรัตน์ สอนสา. 2547. การศึกษาวิเคราะห์รูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
Sirirat Muenvanichakul and Peerayuth Charnsethikul. 2542. The Approximated Dynamic Programming Approach to the Dynamic Quadratic Assignment Problem. Department of Industrial Engineering Kasetsart University.
5.4.8 รายงานการประชุมหรือสัมมนาทางวิชาการ
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//“ชื่อบทความในรายงานการประชุม”/ชื่อรายงานการประชุมหรือสัมมนา.//วัน/เดือน/สถานที่ประชุมหรือสัมมนา.
ตัวอย่าง
ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์. 2547. “แนวคิดและหลักการพื้นฐานการวิจัยในชั้นเรียน” โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเขียนโครงการวิจัยในชั้นเรียน. 18-19 กุมภาพันธ์. หอประชุม อาคารอำนวยการวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ.
สมชวัล จตุรัฐพล. 2542. “การจัดทำระบบริหารคุณภาพ ISO 9002” เอกสารประกอบการสัมมนา วิชาการ ประจำปี 2542 เรื่องสำนักหอสมุดกลางมุ่งมั่นพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐาน ISO
9002. 20 ตุลาคม. สำนักหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยรามคำแหง.
Rosenbaum, Howard. 1996. “Structure and Action: Towards a New Concept of the Information: Use Environment” Paper Presented in ASIS 1996 Annual Conference Proceeding. October 19-24.
5.4.9 จุลสารและเอกสารที่ไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่
ให้ใช้แบบแผนเดียวกับหนังสือ ยกเว้นชื่อเรื่องให้ใส่ไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศ
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.// “ชื่อจุลสาร เอกสาร”/ครั้งที่พิมพ์.//สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
กรมทรัพย์สินทางปัญญา. 2541. “สิทธิบัตร” กรุงเทพฯ: กรมทรัพย์สินทางปัญญา.
พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ). ม.ป.ป. “ชีวิตที่ก้าวหน้า: หลักในการสร้างความก้าวหน้าแก่ชีวิต” กรุงเทพฯ: ธรรมสภา.
อมร รักษาสัตย์. 2539. “การเมือง-การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยสมัยอยุธยารัตนโกสินทร์” กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
5.4.10 สิทธิบัตร
ผู้จดสิทธิบัตร.//ปีที่จดสิทธิบัตร.// “ชื่อสิ่งประดิษฐ์”/ประเทศที่จดสิทธิบัตร.//หมายเลข
ของสิทธิบัตร.//วัน/เดือน.
ตัวอย่าง
ดวงเดือน ห่อไธสง. 2549. “แมงปอ” ประเทศไทย. หมายเลขสิทธิบัตร ค239934. 7 กันยายน.
พรทิชา เพชรรัตน์. 2550. “ผงไอศกรีมผลไม้กึ่งสำเร็จรูปและกรรมวิธีการผลิต” ประเทศไทย. หมายเลขสิทธิบัตร 0701000722. 18 กรกฎาคม.
Sander, J.E. 1994. “Finishing Process in Polymer Continuing: An Active Catalyst
Reduce” U.S.A. Patent No. EP604958. July, 6.
5.4.11 โสตทัศนวัสดุ
ชื่อผู้จัดทำ.//ปีที่ผลิต.//ชื่อเรื่อง. //(ประเภทของวัสดุ)/สถานที่ผลิต:/ผู้ผลิต.
ตัวอย่าง
การเลี้ยงไก่. 2525. (วีดิทัศน์) กรุงเทพฯ: เจริญโภคภัณฑ์.
อรชุมา ฟองวัฒนากุล. 2548. โยคะลีลา. (วีดิทัศน์) กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
The Middle East. n.d. (Map) New York: Geographic Map.
The DNA Story. 1990. (Videotape) London: VSM Production.
5.4.12 ข้อมูล/สารนิเทศอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต
5.4.12.1 ผู้เขียนบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อผู้แต่งหนังสือ
5.4.12.2 ชื่อบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อบทความวารสาร
5.4.12.3 ประเภทของสื่อที่เข้าถึง ใช้ [ออนไลน์] หรือ [online]
5.4.12.4 เข้าถึงได้จาก : ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Available:
5.4.12.5 แหล่งข้อมูล / สารนิเทศ ให้ระบุวิธีที่ใช้ในการสืบค้นหา เช่น โพรโทคอล (Telnet, FTP,WWW) ตลอดจน Directory และ File ต่างๆ แล้วแต่กรณี
5.4.12.6 ปีที่เผยแพร่ ใช้ตามที่ปรากฏ ถ้าไม่ปรากฏให้ใช้ “ม.ป.ป.” หรือ “n.d.”
5.4.12.7 วัน เดือน ปีที่สืบค้น ให้ระบุวัน เดือน ปี ที่สืบค้นภาษาไทย ให้ใช้คำว่า วัน เดือน ปี ภาษาต่างประเทศให้ใช้คำว่า Retrieved เดือน วัน, ปี
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่เผยแพร่.//“ชื่อบทความ”/[ออนไลน์]/เข้าถึงได้จาก:/แหล่งข้อมูล.//
(วันที่สืบค้น/วัน/เดือน/ ปี)
ตัวอย่าง
กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ สำนักเจรจาการค้าพหุภาคี. 2545. “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: http://www.moc.go.th/thai/dbe/ecoco/e-om3.htm.%20(วันที่สืบค้น%203%20กรกฎาคม%202545)
“ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และกฎหมายลิขสิทธิ์” ม.ป.ป. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: http://Oho.ipst.ac.th/
Copyright/copyright.htm. (วันที่สืบค้น 3 กรกฎาคม 2545)
“Knowledge Management” n.d. [online] Available: http://www.bprc.warwick.ac.uk/Kmweb
Html. (Retrieved July 3, 2002)
“ELVIS” 2000. [online] Available: http://www.senecac.on.ca/. (Retrieved April 20, 2003)
การพิมพ์วิทยานิพนธ์ นักศึกษาควรศึกษารูปแบบและข้อกำหนดในการพิมพ์ในคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ ก่อนลงมือพิมพ์ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามผู้ที่มีหน้าที่ตรวจรูปแบบการพิมพ์เพื่อความถูกต้องในรูปแบบการพิมพ์
3.1 รูปแบบและข้อกำหนดในการพิมพ์ มีดังนี้
3.1.1 กระดาษที่ใช้พิมพ์ ใช้กระดาษสีขาว ขนาดมาตรฐาน A4 น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 80 แกรม และให้พิมพ์เพียงหน้าเดียวตลอดเล่ม
3.1.2 ตัวพิมพ์ ใช้ตัวอักษรที่เป็นสีดำตลอดทั้งเล่ม อ่านได้ชัดเจน ไม่ใช้ตัวเอน และตัวลวดลาย มีขนาดและแบบเดียวกัน ตลอดเล่ม ให้ใช้เครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์ โดยใช้ Font ที่เป็นมาตรฐานได้ 2 แบบคือ Angsana, Cordia ขนาด16 พอยต์ (points) นอกจากกรณีตัวพิมพ์ในตารางหรือภาพประกอบที่อาจจำเป็นต้องใช้ตัวพิมพ์ที่เล็กลง หรือย่อส่วนเพื่อให้อยู่ในกรอบของการวางรูปกระดาษตามระเบียบ และสัญลักษณ์หรือตัวพิมพ์พิเศษซึ่งเครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถพิมพ์ได้ ให้เขียนด้วยหมึกดำอย่างประณีต
3.1.3 ระยะห่างของขอบกระดาษสำหรับข้อความ ตาราง รูปภาพ ต้องเว้นขอบกระดาษ ดังนี้
3.1.3.1 ห่างจากขอบกระดาษด้านบนระยะห่าง 1.5 นิ้ว (โดยวัดจากขอบบนสุดถึงฐานตัวอักษรบรรทัดแรก)
3.1.3.2 ห่างจากขอบกระดาษด้านซ้ายมือ ระยะห่าง 1.5 นิ้ว
3.1.3.3 ห่างจากขอบกระดาษด้านขวามือ ระยะห่าง 1 นิ้ว
3.1.3.4 ห่างจากขอบกระดาษด้านล่าง ระยะห่าง 1 นิ้ว
3.1.4 ตัวเลขในเนื้อเรื่องใช้แบบเดียวกันทั้งฉบับ เช่น เป็นตัวเลขอารบิคตลอดทั้งเล่ม หากจำเป็นต้องใช้ตัวเลขไทยก็ต้องเลือกให้เหมาะสม เช่น ใช้ตัวเลขอารบิคกับเนื้อหาการอ้างอิงเป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวเลขไทยกับส่วนที่เป็นภาษาไทย แต่ต้องระวังอย่าใช้ตัวเลขไทยกับข้อความภาษาอังกฤษ
3.1.5 การกำกับเลขหน้า มีรายละเอียดดังนี้
3.1.5.1 เว้นจากขอบกระดาษบนถึงฐานตัวเลข 1 นิ้ว
3.1.5.2 เว้นจากขอบกระดาษด้านขวาถึงตัวอักษร (หลักสุดท้าย) 1 นิ้ว
3.1.5.3 ตำแหน่งของเลขหน้าอยู่ตรงกันทุกหน้า หน้าและหลังตัวเลขกำกับหน้าไม่ต้องใส่เครื่องหมายใด ๆ
3.1.5.4 การกำกับเลขหน้า ในส่วนแรกให้ใช้พยัญชนะในภาษาไทยเรียงตามลำดับ ตั้งแต่ ก, ข, ค… ไปตามลำดับ โดยเริ่มนับจากหน้าปกใน เป็นหน้า ก แต่จะไม่พิมพ์ลำดับหน้าในหน้าปกใน ให้เริ่มพิมพ์ลำดับหน้าจากหน้าบทคัดย่อ (เริ่มต้นที่อักษร ง) เป็นต้นไป
3.1.5.5 การกำกับเลขหน้าในส่วนเนื้อหาจนถึงหน้าสุดท้าย ให้ใช้ตัวเลขอารบิค 1, 2, 3… ตามลำดับ ห้ามมีหน้าแทรก เช่น หน้า 2 ก หน้า 2 ข เป็นต้น
3.1.5.6 สำหรับหมายเลขหน้า ให้วางไว้มุมบนขวาของหน้ากระดาษเท่านั้น ห่างจากขอบกระดาษด้านบน ประมาณ 1 นิ้ว ทุก ๆ หน้า จะต้องมีหมายเลขหน้ากำกับ
3.1.5.7 สำหรับหน้าแรกที่มีชื่อบท หน้าแรกของบรรณานุกรม และหน้าแรกของส่วนภาคผนวก ไม่ต้องใส่ตัวเลขกำกับหน้า แต่ให้นับรวมจำนวนหน้าไปด้วย
3.1.6การเว้นระยะระหว่างบรรทัด
การเว้นระยะระหว่างบรรทัดให้เป็นแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม บรรทัดระหว่างหัวข้อสำคัญให้เว้น 1 บรรทัด
3.1.7 การย่อหน้า
ให้เว้นระยะจากด้านซ้ายมือ 1 แท็ป (Tab)
3.1.8 การพิมพ์สมการ สูตร สัญลักษณ์ กำหนดให้ใช้ Equation ของ Microsoft Word
3.1.9 การขึ้นหน้าใหม่
3.1.9.1 ถ้าพิมพ์มาถึงบรรทัดสุดท้ายของหน้ากระดาษ ให้เว้นขอบกระดาษล่างประมาณ 1 นิ้ว
3.1.9.2 หากมีเนื้อที่เหลือให้พิมพ์ได้อีกเพียงบรรทัดเดียวในหน้านั้นแล้วจะขึ้นย่อหน้าใหม่ให้ยกย่อหน้านั้นไปตั้งต้นพิมพ์ในหน้าถัดไป
3.1.9.3 หากมีข้อความเหลืออีกเพียงบรรทัดเดียวก็จะจบย่อหน้าเดิม ให้พิมพ์ต่อไปในหน้าเดิมจนจบแล้วจึงขึ้นย่อหน้าใหม่ในหน้าถัดไป
3.1.10 การพิมพ์บทที่ การแบ่งบทและบทที่ มีรายละเอียดดังนี้
3.1.10.1 ให้แบ่งจำนวนบทของวิทยานิพนธ์ออกเป็น 5 บท
3.1.10.2เมื่อเริ่มบทใหม่ต้องขึ้นหน้าใหม่เสมอ
3.1.10.3 พิมพ์คำว่า “บทที่” หรือ “CHAPTER” แล้วตามด้วยตัวเลข โดยไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนสุด ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว
3.1.10.4ชื่อบทให้พิมพ์ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษเช่นกัน โดยให้พิมพ์บรรทัดถัดลงมาต้องเว้นบรรทัด 1 บรรทัด ในกรณีที่ชื่อบทที่ยาวเกิน 1 บรรทัด ให้แบ่งเป็น 2-3 บรรทัด ตามความเหมาะสม โดยพิมพ์เรียงลงมาเป็นลักษณะสามเหลี่ยมกลับหัว
3.1.10.5 การพิมพ์บทที่และชื่อบทให้ใช้ขนาดตัวอักษร 18 พอยต์ ตัวหนา (Bold)
3.1.10.6 คำว่า “บทที่” และชื่อบทไม่ต้องขีดเส้นใต้
3.1.10.7 ทุกบทต้องมีเลขประจำบท โดยใช้เลขอารบิคสำหรับตัวเลขประจำบทในวิทยานิพนธ์ภาษาไทย และใช้เลขโรมันใหญ่ในวิทยานิพนธ์ ภาษาอังกฤษ เช่น บทที่ 1 หรือ CHAPTER I
3.1.11 หัวข้อสำคัญ หัวข้อสำคัญในแต่ละบท หมายถึง หัวข้อหลักซึ่งไม่ใช่เป็นชื่อเรื่องประจำบท มีรายละเอียดดังนี้
3.1.11.1 หัวข้อสำคัญในแต่ละบทให้พิมพ์ชิดด้านซ้ายมือ
3.1.11.2 ในการพิมพ์หัวข้อสำคัญให้ใช้ขนาดตัวอักษร 16 พอยต์ ตัวหนา และไม่ต้องขีดเส้นใต้
3.1.11.3 วิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษ อักษรตัวแรกของคำแรกและของทุก ๆ คำในหัวข้อสำคัญ ๆ เหล่านี้ต้องพิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่เสมอ แต่บุพบท, สันธาน และคำนำหน้านาม ไม่ต้องพิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ เว้นแต่บุพบท สันธานและคำนำหน้านามดังกล่าวจะเป็นคำแรกของหัวข้อนั้น
3.1.11.4 การขึ้นหัวข้อใหม่ หากมีที่ว่างไม่ถึง 2 บรรทัด ให้ยกหัวข้อใหม่ไปยังหน้าถัดไป
3.1.12 หัวข้อย่อย หมายถึง หัวข้อต่อจากหัวข้อสำคัญ เช่น 1.1 ให้พิมพ์หัวข้อย่อยชิดด้านซ้ายมือ การพิมพ์หัวข้อย่อย ให้ใช้รูปแบบตัวเลขเพียงอย่างเดียว ถ้ามีการแบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นมากกว่า 3 ระดับ ให้ใช้ตัวเลขอยู่ภายใต้เครื่องหมายวงเล็บ
ตัวอย่างการลำดับหัวข้อ
เว้นบรรทัดบทที่ 1
ย่อหน้า 1 แท็ปบทนำ
เว้นบรรทัด
ข้อความ ………………………………………………………….…………………………………
……………………………………………………………………………………………………..................
เว้นบรรทัด
1.1 หัวข้อสำคัญ
ข้อความ ………………………………………………….……….………………………………...
…………………………………………………..…………………………………………………................
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.1 หัวข้อย่อยระดับย่อหน้า…………………..………………………………………………….
………………………………………………………........…………………………………………..............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.2 หัวข้อย่อยระดับย่อหน้า………………….…………………….…………………………….
……………………………………………………..….…………………….………………………..............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.2.1 หัวข้อย่อยระดับ2…………..…….………………….……………………………….
………………………………………………………..…………….…….………………………….............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1.1.2.2 หัวข้อย่อยระดับ2…………………..…………….….………………………………
………………………………………………………..……………….….…………………………............
…………………………………………………..…………………………………………………................
1) หัวข้อย่อยระดับ 3……………………………….………..…………………........
2) หัวข้อย่อยระดับ 3………………………………………..…………………........
3.1.13 การพิมพ์ตาราง มีรายละเอียดดังนี้
3.1.13.1 ตารางประกอบด้วยลำดับที่ของตาราง ชื่อตาราง ส่วนข้อความและที่มาของตาราง (ถ้ามี)
3.1.13.2 ให้พิมพ์อยู่หน้าเดียวกันทั้งหมด ซึ่งตารางอาจมีทั้งแบบแนวตั้งและแบบแนวนอนก็ได้
3.1.13.3 ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวหนา คำว่า “ตารางที่” “Table” และ “เลขที่ตาราง” ส่วนชื่อตารางให้ใช้ตัวอักษรปกติ
3.1.13.4 พิมพ์คำว่า “ตารางที่” “Table” อยู่ด้านบนของตาราง ให้ชิดกระดาษด้านซ้ายมือ และอยู่ห่างจากเส้นบนของตาราง 1 บรรทัด
3.1.13.5 การจัดวางตำแหน่งของตาราง ให้ตารางอยู่กึ่งกลางของกระดาษ
3.1.13.6 การพิมพ์หัวตาราง ให้ใช้เส้นตีตารางชิดกับชื่อตาราง โดยขีดเส้นด้านบนและด้านล่างของหัวข้อในตาราง ไม่ต้องขีดเส้นปิดหน้าและปิดท้ายตาราง
3.1.13.7 การใช้เลขกำกับตาราง ให้ใช้เลขอารบิก เรียงลำดับต่อเนื่องกันโดยเรียงไปตามบท เช่น
ในบทที่ 1 ให้จัดเรียงตารางที่ 1.1 และตารางที่ 1.2
ในบทที่ 2 ให้จัดเรียงตารางที่ 2.1 และตารางที่ 2.2
3.1.13.8 ในตารางไม่ควรมีเส้นแบ่งสดมภ์ (Column) ยกเว้นกรณีจำเป็น
3.1.13.9 ตารางที่มีความยาว จนไม่สามารถบรรจุลงในหน้ากระดาษเดียวได้ ให้ตารางในหน้านั้นไม่ต้องขีดเส้นปิดตาราง และให้พิมพ์ส่วนที่เหลือในหน้าถัดไป โดยพิมพ์คำว่า ตารางที่ (พร้อมเลขลำดับที่ของตาราง) แล้วตามด้วยคำว่า (ต่อ) หรือ (Continued) กรณีนี้ จะต้องพิมพ์หัวตารางใหม่ และต้องมีข้อความในตารางอย่างน้อย 2 บรรทัด โดยยอมปล่อยให้มีที่ว่างในตารางหน้าเดิม
3.1.13.10 กรณีที่ส่วนข้อความของตารางนั้นสิ้นสุดลง และจำเป็นจะต้องอ้างถึงที่มาของตารางในหน้าถัดไป จะต้องยกข้อความบางส่วนของตารางไปรวมไว้ในหน้าใหม่อย่างน้อย 2 บรรทัด โดยยอมปล่อยให้มีที่ว่างในตารางหน้าเดิม
3.1.13.11 ให้พิมพ์ชื่อตารางต่อจากเลขลำดับที่ของตารางโดยเว้นระยะห่าง 2 ช่วงตัวอักษร กรณีชื่อตารางยาวเกินกว่า 1 บรรทัด ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวแรกของบรรทัดถัดไปตรงกับตัวอักษรตัวแรกของชื่อตาราง
3.1.13.12 ตารางที่มีความยาว หรือความกว้างจนไม่สามารถบรรจุในหน้ากระดาษเดียวได้ ให้พิมพ์ตามขวางของหน้ากระดาษ โดยหันหัวตารางเข้าสันปก หรืออาจย่อส่วนให้เล็กลงได้ตามความจำเป็น แต่ไม่ควรเล็กเกินไปจนไม่สามารถอ่านได้ หากไม่สามารถทำได้ให้แบ่งตารางออกเป็นส่วน ๆ และพิมพ์ส่วนที่เหลือในหน้าถัดไป โดยจะต้องพิมพ์เลขลำดับที่ตารางและตามด้วยคำว่า “ต่อ” ในวงเล็บ
3.1.13.13 ภาษาที่ใช้เขียนในตาราง ให้ใช้ภาษาเดียวกับภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
3.1.13.14 ตารางที่อ้างมาจากแหล่งข้อมูลอื่น ให้แจ้งที่มาไว้ท้ายตารางโดยเขียนบรรณานุกรมแหล่งที่มาไว้ด้วยในตอนท้ายตาราง
3.1.13.15 การพิมพ์หน่วยวัดของตัวเลขในตาราง ในกรณีที่ตัวเลขในคอลัมน์ ๆ มีหน่วยวัดเดียวกันให้พิมพ์หน่วยของตัวเลขไว้ในวงเล็บ ตรงมุมบนด้านขวามือเหนือหัวตาราง หรือกรณีที่ตัวเลขในคอลัมน์ต่าง ๆ มีหน่วยวัดต่างกัน ให้พิมพ์หน่วยวัดของตัวเลขไว้ในวงเล็บภายใต้ชื่อคอลัมน์นั้น
3.1.13.16 สำหรับข้อมูลปฐมภูมิไม่ต้องระบุแหล่งที่มา ส่วนข้อมูลทุติยภูมิต้องระบุแหล่งที่มา โดยใส่คำว่า “ที่มา” ไว้ใต้ตาราง ตามด้วยเครื่องหมายทวิภาค (:) แล้วเว้นระยะห่าง 1 ตัวอักษร จึงบอกแหล่งที่มาของข้อมูล
3.1.14 การพิมพ์ภาพประกอบ มีรายละเอียดดังนี้
3.1.14.1 ภาพประกอบ หมายถึง แผนภูมิ แผนที่ กราฟ ภาพถ่าย ภาพวาด เว็บไซต์ เป็นต้น
3.1.14.2 การให้ลำดับที่ของภาพ ใช้รูปแบบเดียวกับการให้ลำดับที่ของตาราง
3.1.14.3 ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวหนา คำว่า “ภาพที่” “Figure” และ “เลขลำดับภาพ” ส่วนชื่อภาพหรือคำอธิบายภาพให้ใช้ตัวอักษรปกติ
3.1.14.4 ให้พิมพ์คำว่า ภาพที่ และเลขลำดับที่ของภาพไว้ด้านล่างของภาพ ชิดริมกรอบกระดาษซ้ายมือของภาพ และพิมพ์คำบรรยายภาพต่อจากเลขลำดับที่ของภาพ โดยเว้นระยะห่าง 2 ช่วงตัวอักษร กรณีคำบรรยายภาพยาวเกินกว่า 1 บรรทัด ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวแรกของบรรทัดถัดไปตรงกับตัวอักษรตัวแรกของคำบรรยายภาพ
3.1.14.5 ให้จัดวางตำแหน่งของภาพประกอบ ให้จัดวางกึ่งกลางหน้ากระดาษตามความเหมาะสมสวยงามของหน้ากระดาษ กรณีที่ไม่สามารถบรรจุภาพในหน้าเดียวได้ ให้ย่อส่วนลงตามความจำเป็น หรือให้บรรจุส่วนที่เหลือในหน้าถัดไป โดยพิมพ์คำว่า ภาพที่และเลขลำดับที่ของภาพ แล้วตามด้วยคำว่า (ต่อ) หรือ (Continued)
3.1.14.6 กรณีที่เป็นภาพถ่ายของผลสำเร็จจากการดำเนินงานในโครงการ/วิทยานิพนธ์ ให้ใช้ภาพที่เป็นต้นฉบับเท่านั้น หรือในกรณีภาพประกอบที่เป็นภาพสี จะต้องทำเป็นภาพอัดสำเนาสีลงบนกระดาษปอนด์ขาวอย่างชัดเจน
3.1.14.7 ที่มาของภาพประกอบ ใช้รูปแบบเดียวกับที่มาของตาราง
3.1.14.8 คำอธิบายภาพประกอบ ให้ใช้ภาษาเดียวกับภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
3.1.15 การพิมพ์บรรณานุกรม มีรายละเอียดดังนี้
3.1.15.1 การพิมพ์คำว่าบรรณานุกรม ให้ใช้ขนาดตัวอักษร 18 พอยต์ ตัวหนา
3.1.15.2 การพิมพ์บรรณานุกรม ให้อยู่ต่อจากส่วนเนื้อหาและอยู่ก่อนภาคผนวก ให้พิมพ์คำว่า “บรรณานุกรม” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนสุด ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว และให้เว้นห่างจากชื่อบรรณานุกรม 1 บรรทัด จึงเริ่มพิมพ์รายชื่อของเอกสารที่ใช้ประกอบในบรรทัดแรก
3.1.15.3 การเรียงลำดับรายการบรรณานุกรม ให้เรียงลำดับข้อความแรกในแต่ละบรรทัดตามพจนานุกรม คือ เรียงตามอักษร ก – ฮ และ A – Z และเรียงบรรณานุกรมที่เป็นภาษาไทย ก่อนบรรณานุกรมภาษาอังกฤษ
3.1.15.4 ไม่ใส่เลขลำดับที่ 1, 2, 3… กำกับหน้ารายการบรรณานุกรม
3.1.15.5 หนังสือที่ใช้ในการอ้างอิง ถ้ามีการจัดพิมพ์หลายๆ ครั้งควรเลือกเล่มที่จัดพิมพ์ครั้งใหม่ที่สุด
3.1.15.6 ในการพิมพ์บรรณานุกรมภาษาอังกฤษ อักษรตัวแรกของแต่ละคำของชื่อเรื่อง (Title) ต้องขึ้นต้นตัวใหญ่เสมอ ยกเว้นบุพบทและสันธานเช่นคำว่า in, on, for และ and เป็นต้น
3.1.15.7 เริ่มต้นพิมพ์อักษรตัวแรกของผู้แต่ง ถ้าไม่จบรายการใน 1 บรรทัด เมื่อขึ้นบรรทัดที่ 2 ให้ย่อหน้าเข้ามา 6 ช่วงตัวอักษร และเริ่มพิมพ์ตัวอักษรที่ 7 ถ้าไม่จบใน 2 บรรทัด ขึ้นบรรทัดที่ 3 ให้ตรงกับบรรทัดที่ 2 จนจบรายการ เมื่อขึ้นรายการใหม่จึงชิดขอบหน้าเท่ารายการเดิม
3.1.16 การพิมพ์ภาษาต่างประเทศ
สําหรับคําในภาษาต่างประเทศให์พิมพ์ทับศัพท์เป็นภาษาไทยโดยวงเล็บภาษาต่าง ประเทศในคําแรกตามความจําเป็น เช่น เทคนิค(Technique) และการพิมพ์ภาษาต่างประเทศไม่นิยมใส่รูปวรรณยุกต์์เช่น Technology ให้พิมพ์เทคโนโลยี คําที่เป็นพหูพจน์ ไม่เติม “ส” หรือ “ส์” ในภาษาไทย เช่น Games ให้พิมพ์ เกม ยกเว้น คําที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น SEAGAMES ให้พิมพ์ ซีเกมส์ เป็นต้น หรือถ้าไม่แน่ใจในคำสะกดควรตรวจสอบจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
3.2 การใช้เครื่องหมาย
3.2.1 เครื่องหมายขนาดเล็ก ได้แก่ มหัพภาค ( . ) จุลภาค ( , ) ทวิภาค ( : ) อัฒภาค ( ; ) วิภัชภาค ( :- ) เครื่องหมายดังกล่าวเหล่านี้ เมื่อพิมพ์ให้พิมพ์ต่อเนื่อง จากตัวอักษรตัวหน้า ติดกับคำหน้า และเมื่อจะพิมพ์อักษรต่อจากเครื่องหมาย ให้เว้นช่วง 1 ตัวอักษร (หนึ่งเคาะ) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
พระพรหม, พระนารายณ์ และพระศิวะ
ตรีมูรติ :- เทพสูงสุดของฮินดู
อิทธิบาท :- ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
3.2.2 เครื่องหมายขนาดใหญ่ มีวิธีใช้ดังนี้
3.2.2.1 เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) เมื่อพิมพ์ให้เว้น 1 ช่วงตัวอักษร (หนึ่งเคาะ) ก่อนเครื่องหมาย และเว้นอีก 1 ช่วงตัวอักษรก่อนพิมพ์คำต่อไป เช่น
นั่ง ๆ นอน ๆ เด็ก ๆ ทั้งหลาย เรื่องอื่น ๆ เป็นต้น
3.2.2.2 เครื่องหมายอื่น ๆ ได้แก่ อัศเจรีย์ ( ! ) ปรัศนี ( ? ) อัญประกาศ (“…”) และไปยาลใหญ่ (ฯลฯ) มีวิธีใช้เหมือนเครื่องหมายยมก เช่น
โอ ! คุณพระช่วย ! สบายดีหรือ ?
3.2.3 เครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) เมื่อพิมพ์ให้พิมพ์ต่อจากอักษรตัวหน้า โดยไม่ต้องเว้นก่อน แต่ควรเว้น 1 ช่วงตัวอักษร ก่อนพิมพ์คำต่อไป เช่น
กรุงเทพฯ มีพลเมืองหนาแน่น กำหนดเข้าเฝ้าฯ เวลา 16.00 น.
3.2.4 เครื่องหมายยัติภังค์ ( - ) ใช้พิมพ์ เมื่อจำเป็นต้องแยกพยางค์ภายในคำเดียวกัน เพราะหมดเนื้อที่ในบรรทัด ให้พิมพ์ต่อจากตัวอักษรตัวหน้าได้ โดยไม่ต้องเว้นช่วง ดังนี้
… คณะมนุษย-
ศาสตร์
3.2.5 เครื่องหมายนขลิขิต หรือวงเล็บ มีวิธีใช้ คือ วงเล็บเปิด ให้พิมพ์ต่อจากตัวหน้าได้เลย แต่ให้เว้น 1 ช่วงตัวอักษร เมื่อพิมพ์วงเล็บปิด ดังนี้
โลภะ(ความโลภ) โทสะ(ความโกรธ) และโมหะ(ความหลง)
3.3 การเว้นวรรคตอน
การเว้นวรรคตอน มีหลักในการเว้นดังนี้
3.3.1 การเว้นวรรคระหว่างคำ ให้เว้น 1 ช่วงตัวอักษร เช่น
บิดา มารดา ครู อาจารย์ ล้วนเป็นปูชนียบุคคล
3.3.2 การเว้นวรรคระหว่างกลุ่มคำ (วลี) หรืออนุประโยค ให้เว้น 2 ช่วงตัวอักษร ดังนี้
เมื่ออาจารย์ใหญ่ให้โอวาท นักเรียนตั้งใจฟัง
3.3.3 การเว้นวรรคระหว่างประโยค ให้เว้น 2 ช่วงตัวอักษร หรือ 3 ตัวอักษร อย่างใดอย่างหนึ่ง
อาจารย์มีหน้าที่สอนวิชาการ ในเวลาเดียวกัน อาจารย์ก็มีหน้าที่
3.3.4 การพิมพ์ตัวเลข ให้เว้นช่วง ระหว่างตัวอักษรกับตัวเลข จำนวน 2 ช่วงตัวอักษรเสมอ เช่น
ความยาวไม่เกิน 3 เมตร
3.3.5 คำย่อที่มีมากกว่า 1 คำติดกัน ระหว่างมหัพภาคไม่ต้องเว้นระยะ เช่น
พ.ศ. รศ. Ph.D.
3.4 ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง
3.3.1 การพิมพ์แยกพยางค์ให้อยู่ต่างบรรทัด ดังตัวอย่างที่ผิด ดังนี้
คณะครูและนักเรี-
ยน
3.4.2 การพิมพ์เครื่องหมายไว้ต่างบรรทัด กับคำที่เครื่องหมายนั้นทำหน้าที่ขยายดังตัวอย่างที่ผิด ดังนี้
บุคลากรของหน่วยงานนี้ มีแต่คนหนุ่ม
ๆ สาว ๆ ทั้งนี้
3.4.3 คำนำหน้าชื่อบุคคล หรือตำแหน่งวิชาการ ไม่ควรเว้นช่วงคำ ดังตัวอย่างที่ผิด ดังนี้
นาย มงคล สภาสวรรค์ ควรแก้ไขเป็น นายมงคล สภาสวรรค์
นางสาว ส่องศรี นิรวัชกุล ควรแก้ไขเป็น นางสาวส่องศรี นิรวัชกุล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุรีรัตน์ กองแดง ควรแก้ไขเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรีรัตน์ กองแดง
บทที่ 4
การลงเอกสารอ้างอิง
การเขียนวิทยานิพนธ์ ต้องมีการอ้างอิง แหล่งที่มา ของเอกสารที่ใช้ประกอบในการค้นคว้า การอ้างอิง หมายถึง การบอกหรือแจ้งแหล่งที่มาของเนื้อหาภายในเล่ม หากมีแนวคิด ข้อมูล หรือ ข้อความใด ที่ผู้เขียนไปคัดลอก หรือ นำมาอ้างอิงไว้ในเนื้อหา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนให้วิทยานิพนธ์ นั้นมีความสมบูรณ์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ผู้เขียนจะต้องแสดงที่มาของข้อมูลหรือข้อความนั้น โดยเขียนแหล่งที่มา หรือเอกสารอ้างอิง เพื่อเป็นหลักฐานการอ้างอิง และเป็นการให้เกียรติ ต่อเจ้าของผลงานนั้น ๆ รวมถึงเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์
4.1 วัตถุประสงค์ของการอ้างอิง
4.1.1 เพื่อบอกแหล่งที่มา ของข้อความที่นำมาอ้าง ในวิทยานิพนธ์ ทำให้สามารถตรวจสอบกับหลักฐานต้นแหล่งได้ ซึ่งทำให้วิทยานิพนธ์ นั้นน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
4.1.2 เป็นการแสดงมารยาทของผู้เขียน ถือเป็นประกาศคุณูปการ ต่อเจ้าของผลงานที่ได้คัดลอก หรือนำมาอ้างอิง ไว้ในวิทยานิพนธ์
4.2 ประเภทของการอ้างอิง
การอ้างอิงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
4.2.1 การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ระบบนาม-ปี* (Parenthetical reference citations in text)
4.2.2 การอ้างอิงแบบแยกจากเนื้อหา หรือ เชิงอรรถ (Footnote)
_____________________________________________________________
* หมายเหตุ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ใช้การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา
4.3 การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา
การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ระบบนาม-ปี เป็นการเขียนแหล่งอ้างอิงไว้ในวงเล็บ เพื่อบอกที่มาของข้อความที่ยกมา ทั้งนี้อาจจะอยู่ต้นข้อความ ตอนกลางข้อความ หรือตอนท้ายของข้อความก็ได้
ปัจจุบันเป็นวิธีการอ้างอิง ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะง่ายต่อการเขียน สะดวก และประหยัดเนื้อที่ในการพิมพ์ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้อ่านอาจเกิดความรำคาญที่ต้องสะดุดเป็นช่วง ๆ เนื่องจากมีวงเล็บแทรกเป็นระยะ ๆ และผู้อ่านไม่สามารถ ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารอ้างอิงในทันทีได้ ต้องใช้ชื่อผู้แต่งที่ระบุในวงเล็บ เป็นเครื่องชี้นำ ไปยังบรรณานุกรมซึ่งอยู่ท้ายเล่ม
4.3.1 แบบแผนการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ระบบนาม-ปี
4.3.1.1 การอ้างอิงโดยเน้นเนื้อหาสาระขึ้นต้นก่อน รายการอ้างอิงทั้งหมดจะอยู่ในวงเล็บ และเขียนต่อจากข้อความ
รัฐบาลควรจะถือเรื่องเป็นธรรมทางสังคมเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ รัฐบาลควรสนับสนุน การเคลื่อนไหวทางวิชาการ และกระบวนการทางสังคม เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม การปฏิรูปการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน เป็นหัวใจของความเป็นธรรมทางสังคม (ประเวศ วะสี. 2547: 187)
4.3.1.2 การอ้างอิงโดยเน้นนามเจ้าของเอกสารก่อนข้อความที่จะอ้างอิงนิยมใส่รายการอ้างอิงหลังนามเจ้าของเอกสาร โดยไม่ต้องใส่ชื่อผู้แต่งซ้ำ
ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ (2547: 39) กล่าวว่า คนไทยส่วนมากชอบประจบผู้มีอำนาจ คือ ผู้นำของตน คนไทยจึงเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำลายผู้นำของตน...
... เช่นเดียวกับที่ Volter (1988: 65 ) กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตคงต้องทรงโดดเดี่ยวจนน่าสงสาร ก็เพราะไม่มีใครกล้ากราบบังคมทูลความจริงอันใดที่จะทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย
4.3.1.3 กรณีที่จำเป็นต้องอ้างอิงเอกสารหลายรายการพร้อมกัน ผู้เขียนสามารถอ้างอิงไว้ในวงเล็บเดียวกันได้โดยมีเครื่องหมายอัฒภาค (;) คั่นระหว่างเอกสารอ้างอิง แต่ละรายการโดยเรียงลำดับตามปีที่พิมพ์
ทรัพยากรที่นักธุรกิจแต่ละคนใช้วิ่งเต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจผูกขาด มิได้มีผลประโยชน์อื่นใดต่อสังคม เพราะนอกจากจะไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ความสูญเสียดังกล่าวนี้ จึงมีขนาดใหญ่กว่าความสูญเปล่าของทรัพยากร (Tullock. 1967: 230; Bhagwati. 1987: 999; นิพนธ์ พัวพงศกร. 2547: 93)
4.3.1.4 การอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิและตติยภูมิ ในบางครั้งที่ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ไม่สามารถ หาแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ มาอ้างอิงได้ ให้อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ หรือแหล่งข้อมูล ตติยภูมิ มีวิธีการอ้างอิง ดังนี้
1) ใช้แหล่งข้อมูลปฐมภูมิเป็นหลัก
ให้ขึ้นต้นด้วยรายการอ้างอิงของแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ตามด้วยคำว่า “อ้างถึงใน” สำหรับการอ้างอิงภาษาไทย หรือคำว่า “quoted in” หรือ “quoted by” สำหรับการอ้างอิงภาษาอังกฤษ และตามด้วยรายการอ้างอิงของแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ
การศึกษาของทีดีอาร์ไอ รายงานว่า ราคาการใช้โทรศัพท์ประเภทต่าง ๆ ราคาเครื่องโทรศัพท์มือถือ และค่าวงจรอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยแพงกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน(สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และธราธร รัตนนฤมิตร. 2545: 114 อ้างถึงใน นิพนธ์ พัวพงศกร. 2547:93)
2) ใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิเป็นหลัก
ให้ขึ้นต้นด้วยรายการอ้างอิงของแหล่ง ข้อมูลทุติยภูมิ ตามด้วยคำว่า “อ้างจาก” สำหรับการอ้างอิงภาษาไทย หรือคำว่า “citing” หรือ “quoting” สำหรับการอ้างอิงภาษาอังกฤษ และตามด้วยรายการอ้างอิงของแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ
อนึ่ง การอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลตติยภูมิเป็นหลัก ก็ให้ใช้หลักการเดียวกันนี้ โดยใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิแทนในตำแหน่งของแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ
การศึกษาของทีดีอาร์ไอ รายงานว่า ...(นิพนธ์ พัวพงศกร. 2547: 93 อ้างจาก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และธราธร รัตนนฤมิตร. 2545: 114)
4.3.2 หลักเกณฑ์การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา
4.3.2.1 ผู้แต่งคนเดียว
1) ถ้าผู้แต่งเป็นชาวไทย ให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุล ทั้งเอกสารที่เขียนเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
(เกษมชาติ ทองชา. 2540: 210)
(Pornchai Suchitta. 1983: 34)
2) ถ้าผู้แต่งเป็นชาวต่างประเทศให้ระบุเฉพาะชื่อสกุลของผู้แต่ง (Watson. 2001: 155)
4.3.2.2 ผู้แต่ง 2 คน
ถ้าผู้แต่งเป็นชาวไทยให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “และ” เชื่อม สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศให้ลงชื่อสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “and” เชื่อม
(วิศิษฎ์ จาตุรมาน และขวัญชัย สินทิพย์สมบูรณ์. 2538: 33)
(William and Grossa. 1996: 25)
4.3.2.3 ผู้แต่ง 3 คน
ถ้าผู้แต่งเป็นชาวไทย ให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 3 คน ใส่เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างผู้แต่งคนแรกและคนที่ 2 เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้วต่อด้วยผู้แต่งคนที่ 3 ถ้าผู้แต่งเป็นชาวต่างประเทศให้ระบุเฉพาะชื่อสกุลของผู้แต่งทั้ง 3 คน ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างคนที่ 1 และคนที่ 2 จากนั้นใช้คำว่า “and” เชื่อมแล้วต่อด้วยนามสกุลคนที่ 3
(สหชัย นทีปการ, ธนาพงษ์ วิทิตศานต์ และเจริญชัย บำรุงวัด. 2544: 45)
(Pozar, Freeman and Sedra . 1998: 154)
4.3.2.4 ผู้แต่งมากกว่า 3 คน
สำหรับเอกสารภาษาไทย ให้ระบุทั้งชื่อและนามสกุลของผู้แต่งคนแรก ตามด้วย “และคณะ” ส่วนเอกสารภาษาต่างประเทศให้ระบุเฉพาะชื่อสกุลของผู้แต่งคนแรก ตามด้วย “et al.”
(กอบแก้ว โชติกุญชร และคณะ. 2544: 89)
(Kasabian et al. 2001: 25)
4.3.2.5 ผู้แต่งคนไทยที่มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ และสมณศักดิ์ ให้ลงคำนำหน้า พระนาม บรรดาศักดิ์ และสมณศักดิ์ ไว้หน้าชื่อด้วย
(ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล. 2533: 55)
(พระยาอุปกิตศิลปสาร. 2525: 28)
(พระราชธรรมนิเทศ. 2531: 333)
4.3.2.6 ผู้แต่งที่มียศ ตำแหน่ง ผู้แต่งที่มียศทางทหาร ตำรวจ นายแพทย์ อาจารย์ หรือมีตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไม่ต้องใส่ยศหรือตำแหน่ง
(พวา พันธุ์เมฆา. 2542: 11)
(ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. 2535: 72)
4.3.2.7 ผู้แต่งที่ใช้นามแฝง ให้ลงชื่อนามแฝงนั้น
(ว.วชิรเมธี. 2547: 25)
(Twain. 1962: 19)
4.3.2.8 ผู้แต่งที่เป็นสถาบัน หมายถึง หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคล ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ได้แก่ หน่วยงานของรัฐบาล สถาบัน รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ เป็นต้น ให้ลงชื่อสถาบันนั้นๆ จากหน่วยงานใหญ่ไปหาหน่วยงานย่อย
(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์. 2548: 140)
(ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. 2544: 5)
(ราชบัณฑิตยสถาน. 2549 : 30)
(United Nations. 1989: 7)
4.3.2.9 ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ให้ลงชื่อเรื่องแทนในตำแหน่งของผู้แต่ง
(100 ปี กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตธุรกิจไทย. 2534: 144 )
(Organization for Economic Co-operation and Development. 1996: 53)
4.3.2.10 ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง แต่มีผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการ ผู้รวบรวม ให้ใส่ชื่อบรรณาธิการหรือผู้รวบรวม
(พิมลอร อมรแจ่ม, ผู้รวบรวม. 2543: 237)
(Fluka, ed. 1988: 978)
4.3.2.11 หนังสือแปล
1) ถ้าทราบชื่อผู้แต่งเดิม ให้ใส่ชื่อผู้แต่งเดิม
(สปีเกล. 2541: 15)
2) ถ้าไม่ทราบชื่อผู้แต่งเดิมให้ใส่ชื่อผู้แปล
(สมพร สูตินันท์โอภาส, ผู้แปล. 2541: 35)
4.3.2.12 การอ้างเอกสารหลายเรื่อง โดยผู้เต่งหลายคนพร้อมกัน ให้เรียงตามลำดับ ปีที่พิมพ์จากเลขน้อยไปหาเลขมาก โดยคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (; )
(ศิรินาถ ทับแสง. 2535: 36; วิจารณ์ พานิช. 2539: 96; วิจิตร ศรีสอ้าน. 2546: 5)
(Wilkerson. 1998: 1; Todaro. 2000: 2; Barger. 2002: 1)
4.3.2.13 การอ้างอิงเอกสารพิเศษหรือสื่อลักษณะอื่น เช่น รายการวิทยุ โทรทัศน์ ปาฐกถา วีดิทัศน์ สไลด์ ต้นฉบับตัวเขียน จดหมาย สัมภาษณ์ เป็นต้น ให้ระบุลักษณะของเอกสารพิเศษนั้น ๆ
(อานันท์ ปัณยารชุน. 2545: แถบบันทึกเสียง)
(สุรยุทธ์ จุลานนท์. 2550: สัมภาษณ์)
(สนธิ ลิ้มทองกุล. 2550: ออนไลน์)
(Rowling. 2007: online)
หมายเหตุ เอกสารทุกรายการที่มีการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา ต้องปรากฎในบรรณานุกรมท้ายเล่มทุกรายการเช่นเดียวกัน (ตามหลักการเขียนบรรณานุกรม)
บทที่ 5
บรรณานุกรม
การเขียนบรรณานุกรม มีแบบแผนและหลักเกณฑ์ในการบันทึกรายการแบ่งได้ตามประเภทของทรัพยากรสารนิเทศดังนี้ หนังสือ บทความวิชาการ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ จุลสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาประกอบการเรียบเรียง โดยในส่วนนี้แสดงถึง ชื่อผู้เขียน ปีที่พิมพ์ ชื่อเอกสาร สถานที่พิมพ์ และสำนักพิมพ์ เป็นต้น
5.1 ความหมายของบรรณานุกรม
บรรณานุกรม หมายถึง รายการทรัพยากรสารนิเทศที่ใช้ค้นคว้าหาข้อมูลและอ้างอิงในการเขียนวิทยานิพนธ์ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้ศึกษาค้นคว้ามาจากตำราที่เชื่อถือได้และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่ต้องการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม
5.2 หลักการเขียนบรรณานุกรม
5.2.1 การพิมพ์คำว่าบรรณานุกรม ให้ใช้ขนาดตัวอักษร 18 พอยต์ ตัวหนา
5.2.2 การพิมพ์บรรณานุกรมให้อยู่ต่อจากส่วนเนื้อหาและอยู่ก่อนภาคผนวก ให้พิมพ์คำว่า “บรรณานุกรม” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนสุด ห่างจากริมกระดาษด้านบน ประมาณ 1.5 นิ้ว และให้เว้นห่างจากชื่อบรรณานุกรม 1 บรรทัด จึงเริ่มพิมพ์รายชื่อของเอกสารที่ใช้ประกอบในบรรทัดแรก
5.2.3 การเรียงลำดับรายการบรรณานุกรม ให้เรียงลำดับข้อความแรกในแต่ละบรรทัดตามพจนานุกรม คือ เรียงตามอักษร ก – ฮ และ A – Z และเรียงบรรณานุกรมที่เป็นภาษาไทย ก่อนบรรณานุกรมภาษาอังกฤษ
5.2.4 ไม่ใส่เลขลำดับที่ 1, 2, 3… กำกับหน้ารายการบรรณานุกรม
5.2.5 หนังสือที่ใช้ในการอ้างอิง ถ้ามีการจัดพิมพ์หลายๆ ครั้งควรเลือกเล่มที่จัดพิมพ์ครั้งใหม่ที่สุด
5.2.6 ในการพิมพ์บรรณานุกรมภาษาอังกฤษ อักษรตัวแรกของแต่ละคำของชื่อเรื่อง (Title) ต้องขึ้นต้นตัวใหญ่เสมอ ยกเว้นบุพบทและสันธานเช่นคำว่า in, on, for และ and เป็นต้น
5.2.7 ระยะการเขียนบรรณานุกรม แต่ละรายการของทรัพยากรสารนิเทศบรรทัดแรก ต้องเขียน ชิดซ้าย ถ้าเขียนบรรทัดเดียวไม่พอ ต่อบรรทัดที่ 2 , 3 ... ต้องเว้นในระยะ 1 แท็ป
5.2.8 การเว้นระยะเครื่องหมายวรรคตอน ของรูปแบบการเขียนบรรณานุกรมแต่ละทรัพยากรสารนิเทศ มีดังนี้ หลังเครื่องหมายมหัพภาค (.) ให้เว้นไว้ 2 ตัวอักษร หลังเครื่องหมาย มหัพภาคคู่ (:) จุลภาค (,) อัญประกาศ (“ ”) ให้เว้นไว้ 1 ตัวอักษร
5.3 หลักการลงส่วนต่างๆ ในบรรณานุกรม
5.3.1 ผู้แต่ง ผู้เขียนบทความ ผู้รับผิดชอบ ผู้ผลิต
5.3.1.1 หนังสือที่มีผู้แต่งคนเดียว ชื่อผู้แต่งให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกในของหนังสือ สำหรับผู้แต่งที่เป็นคนไทย ให้ใช้ชื่อ นามสกุล สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้ใช้ชื่อสกุลขึ้นต้น แล้วตามด้วยชื่อต้น ชื่อกลาง หลังนามสกุลให้คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ทั้ง 2 กรณีไม่ต้องใส่คำนำหน้านามหรือวุฒิการศึกษา นายแพทย์ ดอกเตอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยศทหารและตำรวจ ตัวอย่าง
พวา พันธุ์เมฆา.
น้ำทิพย์ วิภาวิน.
Bangs, David B.
5.3.1.2 หนังสือที่มีผู้แต่ง 2 คน ให้ใส่ชื่อผู้แต่งที่ระบุเป็นคนแรกไว้ก่อน เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้ว จึงใส่ชื่อผู้แต่งคนที่ 2 สำหรับหนังสือภาษาต่างประเทศ ให้เชื่อมด้วยคำว่า “and” แล้วจึงลงรายการผู้แต่งคนที่ 2 ตัวอย่าง
พันจันทร์ ธนวัฒนาเสถียร และกรภัทร สุทธิดารา.
สายทอง มโนมัยอุดม และลัดดา รุ่งวิสัย.
Kennedy, John F. and Molen, Gerald R.
5.3.1.3 หนังสือที่มีผู้แต่ง 3 คน ผู้แต่งชาวไทยลงชื่อ นามสกุล ผู้แต่งคนที่ 1 คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ลงชื่อ นามสกุลคนที่ 2 เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้วจึงลงชื่อ นามสกุลคนที่ 3 สำหรับชาวต่างประเทศ ให้ลงคนที่ 1 คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) ผู้แต่งคนที่ 2 เชื่อมด้วยคำว่า “and” ลงผู้แต่งคนที่ 3 ตัวอย่าง
นงคราญ วรวรรณ, สุดารัตน์ ขจรวงศ์ และพรนภา รัศมีจันทร์.
สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง, วิมล ศิริไพบูลย์ และสุกัญญา ชลศึกษ์.
Turban, Efraim, McLean, Ephraim R. and Wetherbe, James C.
5.3.1.4 หนังสือที่มีผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ลงชื่อผู้แต่งทุกคน ผู้แต่งชาวไทยลงชื่อ นามสกุล ผู้แต่งคนที่ 1 คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) ลงชื่อ นามสกุลคนที่ 2,3,4... เชื่อมด้วยคำว่า “และ” แล้วจึงลงชื่อ นามสกุลคนสุดท้าย สำหรับชาวต่างประเทศลงผู้แต่งคนที่ 1 แล้วคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ( , ) ลงนามสกุล ชื่อต้น ชื่อกลาง คนที่ 2,3,4... เชื่อมด้วยคำว่า “and” แล้วจึงลง นามสกุล ชื่อต้น ชื่อกลาง คนสุดท้าย
วัลลภ สวัสดิวัลลภ, สุเวช ณ หนองคาย, นารีรัตน์ เทียมเมือง, เบญจ- รัตน์ สีทองสุก, ชัยเลิศ ปริสุทธกุล และอรุณี ทรงพัฒนา.
Griswold, Norman E., Neidig, H.A., Spencer, James N. and Stanitski, Conrad L.
5.3.1.5 ผู้แต่งที่มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ และสตรีที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง ให้ลงคำเหล่านั้นไว้หลังชื่อสกุล โดยใช้เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่น ตัวอย่าง
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ.
อนุมานราชธน, พระยา.
รังสิมา หวั่งหลี, คุณหญิง.
5.3.1.6 ผู้แต่งที่มีสมณศักดิ์ ให้ใช้ตามสมณศักดิ์ที่ได้รับ และใส่ชื่อเดิมไว้ในวงเล็บ และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน.
พุทธทาสภิกขุ.
พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ)
5.3.1.7 ผู้แต่งที่ใช้นามแฝง ถ้าทราบนามจริงให้ลงชื่อนามแฝง แล้ววงเล็บนามจริงต่อท้าย ถ้าไม่ทราบนามจริงให้ลงนามแฝง แล้ววงเล็บคำว่า “นามแฝง” สำหรับชาวต่างประเทศ วงเล็บคำว่า “pseud” และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
พนมเทียน (นามแฝง).
ทมยันตี (วิมล ศิริไพบูลย์).
Wow (pseud).
5.3.1.8 ผู้แต่งที่เป็นสถาบัน ได้แก่ หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ สมาคม ธนาคาร องค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น ให้ลงชื่อสถาบันนั้นๆ ในรายการผู้แต่ง จากหน่วยงานใหญ่ไปหน่วยงานย่อย โดยเว้นวรรคระหว่างหน่วยงานใหญ่ และหน่วยงานย่อย ตัวอย่าง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์.
กรมประชาสัมพันธ์.
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.
5.3.1.9 หนังสือที่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ให้ลงรายการชื่อเรื่อง หรือชื่อบทความที่ปรากฏในหน้าปกในแทนรายการผู้แต่ง
สารสนเทศและการศึกษาค้นคว้า.
“ชายคลองและท้องทุ่ง: แผ่นดินแห่งสายน้ำ”
World Wide Web Secrets.
“Canal Control Algorithm Currently in Use”
5.3.2 ชื่อหนังสือ ชื่อวารสาร ชื่อหนังสือพิมพ์ ชื่อรายการ ให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ชื่อเรื่องภาษาต่างประเทศจะใช้อักษรตัวใหญ่ขึ้นต้นทุกคำ ทั้งชื่อเรื่องและชื่อรอง โดยใช้อักษรตัวหนา และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
สารสนเทศและการศึกษาค้นคว้า.
องค์การกับการสื่อสาร.
World Wide Web Secrets.
5.3.3 ครั้งที่พิมพ์ หนังสือที่พิมพ์มากกว่าหนึ่งครั้ง ให้ระบุครั้งที่พิมพ์หนังสือ ถ้าเป็นการพิมพ์ครั้งแรกไม่ต้องลงรายการ หลังครั้งที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
พิมพ์ครั้งที่ 2. ภาษาอังกฤษเขียนดังนี้ 2nd. ed. (ย่อมาจาก second edition)
พิมพ์ครั้งที่ 3. ภาษาอังกฤษเขียนดังนี้ 3rd. ed. (ย่อมาจาก third edition)
พิมพ์ครั้งที่ 4. ภาษาอังกฤษเขียนดังนี้ 4th. ed. (ย่อมาจาก fourth edition)
5.3.4 สถานที่พิมพ์ ให้ระบุชื่อเมืองที่สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์นั้นตั้งอยู่ โดยใช้ชื่อเมืองตามที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้น ๆ ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อเมือง ให้ใช้คำว่า “ม.ป.ท.” (มาจากคำว่า ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์) หรือ “n.p.” (มาจากคำว่า no place) ในตำแหน่งของสถานที่พิมพ์หลังสถานที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายมหัพภาคคู่ (:) ตัวอย่าง
กรุงเทพฯ:
เชียงใหม่:
London:
5.3.5 สำนักพิมพ์ ให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ในกรณีที่มีทั้งสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ให้ใช้ชื่อสำนักพิมพ์ ถ้าไม่มีสำนักพิมพ์จึงระบุชื่อโรงพิมพ์ คำที่เป็นส่วนหนึ่งของสำนักพิมพ์ เช่นห้างหุ้นส่วนจำกัด Incorporation, Inc., Limtied, Ltd. ให้ตัดออก ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อสำนักพิมพ์ห้ใช้คำว่า “ม.ป.ท.” สำหรับหนังสือภาษาไทย “n.p.” สำหรับหนังสือภาษาต่างประเทศ (มาจากคำว่า no publishers) ในตำแหน่งของสำนักพิมพ์ และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
ไทยวัฒนาพานิช.
โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
McGraw-Hill.
5.3.6 ปีที่พิมพ์ ภาษาไทยใส่เฉพาะตัวเลขไม่ต้องระบุคำว่า พ.ศ. สำหรับภาษาต่างประเทศใส่เฉพาะตัวเลขไม่ต้องระบุคำว่า ค.ศ. ในกรณีที่หนังสือไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใช้คำว่า “ม.ป.ป.” (มาจากคำว่า ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์) หรือ “n.d.” (มาจากคำว่า no date) และใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตัวอย่าง
2548. 2005.
2550. 2007.
ม.ป.ป. n.d.
5.4 แบบแผนการลงรายการบรรณานุกรมจากทรัพยากรสารนิเทศประเภทต่าง ๆ
5.4.1 หนังสือทั่วไป
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อหนังสือ.//ครั้งที่พิมพ์.//สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
กรมศิลปากร. 2544. ครรภครรลองร้อยกรองไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. 2540. ข้าวไทยไปญี่ปุ่น. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชซิง.
บุญเรียง ขจรศิลป์. 2543. วิธีวิจัยทางการศึกษา Educational Research Methodology.
พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตโต). 2545. ภัยแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.
วัลลภ สวัสดิวัลลภ, สุเวช ณ หนองคาย, นารีรัตน์ เทียมเมือง, เบญจรัตน์ สีทองสุก, ชัยเลิศ ปริสุทธ-
กุลและอรุณี ทรงพัฒนา. 2544. สารนิเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า. พิมพ์ครั้งที่ 4. นครปฐม: สถาบันราชภัฏนครปฐม.
วิบูลย์ บุญยธรโรกุล และพิชัย ศิริจันทนันทร์. 2540. การวางแผนและออกแบบงานสูบน้ำ. ปทุมธานี: ศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย.
อัจฉรา ธารอุไรกุล, ทัดดาว ศิลคุณ และภคณี อุปถัมป์. 2545. ระบบฐานข้อมูลเบื้องต้น.
กรุงเทพฯ: เนติกุลการพิมพ์.
Griffis, F.H. and Farr, John V. 2000. Construction Planning for Engineering. Boston:
McGraw-Hill.
Griswold, Norman E., Neidig, H.A., Spencer, James N. and Stanitski, Conrad L. 2002.
Laboratory Handbook for General Chemistry. Austrailia: Brook.
Mark, James E. 1996. Physical Properties of Polymers Handbook. New York: American
Institute of Physics.
Stanton, Bobby, Zhu, Lin and Atwood, Charles H. 2006. Experiments in General Chemistry Featuring MeasureNet. Southbank: Thomson Brooks.
5.4.2 บทความในหนังสือ
บทความในหนังสือหมายถึง หนังสือเล่มหนึ่งหรือชุดหนึ่ง แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนหรือบท โดยที่แต่ละบทแจ้งผู้เขียนบทความไว้ชัดเจน กรณีเช่นนี้ถือว่า แต่ละตอนหรือแต่ละบท คือ บทความเรื่องหนึ่งของหนังสือ มีแบบแผนการเขียนบรรณานุกรมแตกต่างจากหนังสือทั่วไปเล็กน้อย มีรายละเอียดของการบันทึกแต่ละรายการ ดังนี้
5.4.2.1 ผู้เขียนบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับผู้แต่งหนังสือ และใส่เครื่องหมายมหัพภาค
5.4.2.2 ชื่อบทความ ให้ใส่ชื่อบทความไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศ
5.4.2.3 ชื่อเรื่อง ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อเรื่องของหนังสือ พิมพ์ตัวหนา และใส่เครื่องหมายมหัพภาค
5.4.2.4 เลขหน้า ใส่เลขที่เริ่มต้นถึงเลขหน้าที่สิ้นสุดของบทความนั้น หลังเลขหน้าใส่เครื่องหมายมหัพภาค
5.4.2.5 ชื่อบรรณาธิการ หรือผู้รวบรวม ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้แต่งหนังสือ (ยกเว้น ชื่อผู้แต่งชาวต่างประเทศให้ขึ้นต้นด้วยชื่อตัว ตามด้วยชื่อสกุล)
5.4.2.6 สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับสถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ของหนังสือ
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//“ชื่อบทความ”/ใน/ชื่อเรื่อง.//เลขหน้า.//ชื่อบรรณาธิการ(ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
ดวงใจ กสานติ. 2528. “เพื่อสุขภาพที่ดีในครอบครัว” ใน เรื่องน่ารู้สำหรับประชาชน เล่มที่ 11.
หน้า 130-139. กรุงเทพฯ: ชมรมนักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล.
ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์. ม.ป.ป. “ระบบตลาดเสรีและปัญหาประชาธิปไตย” ใน เปเรสตรอยก้า : จุด เปลี่ยนของเศรษฐกิจการเมืองโซเวียต. หน้า 77-118. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ
บุษบา คุณศิรินทร์, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์-วิชาการ.
Olaisen, Jahan. 1990. “Information Quality Factors and the Cognitive Authority of Electronic Information” In Information Quality: Definitions and Dimensions. pp.91-121.
I Wormell, editor. London: Taylor Graham.
5.4.3 หนังสือแปล
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อหนังสือ//แปลจาก/ชื่อเรื่องเดิม.//โดย/ชื่อผู้แปล(ถ้ามี).//ครั้งที่พิมพ์.// สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
เดวิด, เฟร็ด อาร์. 2546. การบริหารเชิงกลยุทธ์. แปลจาก Strategic Management Concepts. โดย
สาโรจน์ โอพิทักษ์ชีวิน. กรุงเทพฯ: เพียร์สัน เอ็ดดูเคชั่น อินโดไชน่า.
เมอร์วิล, ลีโอนาร์ด. 2534. ธรรมชาติบำบัด-ป้องกันรักษาโรคหัวใจ. แปลจาก Preventing Heart Disease. โดย สมพงศ์ สหพงศ์. กรุงเทพฯ: รวมทรรศน์.
โฮเค, เจมส์ เอช. 2533. แก้ปัญหาชีวิตด้วยจิตวิทยา. แปลจาก I Would if I Could I Can โดย พลวัต (นามแฝง). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์-วิชาการ.
5.4.4 บทความในวารสาร
5.4.4.1 ผู้เขียนบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อผู้แต่งหนังสือ
5.4.4.2 ชื่อบทความ ให้ใส่ ชื่อบทความ ไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศ “_”
5.4.4.3 ชื่อวารสาร ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกในของวารสาร และใช้อักษรตัวหนา
5.4.4.4 ปีที่หรือเล่มที่ ให้ใส่เฉพาะตัวเลข โดยไม่ต้องมีคำว่าปีที่ หรือเล่มที่
5.4.4.5 ฉบับที่ ให้ใส่เฉพาะตัวเลขไม่ต้องมีคำว่าฉบับที่
5.4.4.6 เลขหน้า ให้ใส่เลขหน้า ซึ่งบทความนั้นตีพิมพ์อยู่ว่าเริ่มจากหน้าใดถึงหน้าใด
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//“ชื่อบทความ”/ชื่อวารสาร.//ปีที่,/ฉบับที่ (เดือน):/เลขหน้า.
ตัวอย่าง
ปริทรรศน์ พันธบรรยงค์. 2541. “พูดจาประสาช่าง: ลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์” วิศวกรรมสาร. 2,
51 (กุมภาพันธ์): 42-43.
วัฒน์ วรรลยางกูล. 2547. “ชายคลองและท้องทุ่ง: แผ่นดินแห่งสายน้ำ” ชีวจิต. 6, 132 (เมษายน): 82.
Roger, David C. and Goussard, Jean. 1998. “Canal Control Algorithm Currently in Use”
Journal of Irrigation and Drainage Engineering. 124 (January-February): 11-15.
Rhodes, Henlen and Chelin, Jaqueline. 2000. “Web-Based User Education in UK University Libraries- Results of a Survey” Program. 34,1 (January): 59-73.
5.4.5 บทความในหนังสือพิมพ์
การบันทึกรายการสำหรับบทความในหนังสือพิมพ์ ใช้แบบแผนเดียวกับบทความในวารสารแตกต่างกันที่ หนังสือพิมพ์นั้นกำกับเพียง วัน เดือน ปี เท่านั้น
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.// “ชื่อบทความ”/ชื่อหนังสือพิมพ์.//(วัน/เดือน):/เลขหน้า.
ตัวอย่าง
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์. 2541. “บางกอกเกมส์ 41” ไทยโพสท์. (21 ธันวาคม): 11.
วิโรจน์ ธัญญหาญ. 2550. “มือถือปลอดภัยและระวังภัยไวรัส” คมชัดลึก. (15 กรกฎาคม ): 4.
Vasana Chinvarakorn. 2007. “Local History Brought to Life” Bangkok Post. (August 20): 8.
Phatarawadee Phataranawik. 2007. “Being Environmentally Friendly isn’t Just Trend” The Nation. (September 15): 8.
5.4.6 วิทยานิพนธ์
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อวิทยานิพนธ์.//วิทยานิพนธ์ระดับการศึกษา.//คณะ/มหาวิทยาลัย.
ตัวอย่าง
ฉัตรชัย ธนศรีสุข. 2541. การกำจัดกำมะถันในถ่านโดยการไพโรไลซิสที่อุณหภูมิต่ำ.
วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แววตา เตชาทวีวรรณ. 2541. ระบบฐานข้อมูลเพื่อบริการสารสนเทศห้องสมุดเฉพาะ.
วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระ-จอมเกล้าลาดกระบัง.
Buppha Devahuti. 1985. Use of Computer in Serials Control in Thai Libraries. Master’s Thesis. Department of Libraries Science Graduate School Chulalongkorn University.
Sklar, E. 2000. CEL: A Framework for Enabling an Internet Leaning Community. Ph.D. Thesis Department of Computer Science Brandeis University.
5.4.7 รายงานการวิจัย
รายงานการวิจัยที่พิมพ์เผยแพร่เป็นเล่ม มีรูปแบบและส่วนประกอบในการลงรายการดังนี้
ผู้เขียน.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อเรื่องการวิจัย.//หน่วยงานที่รับผิดชอบ.
ตัวอย่าง
บุญอนันต์ พินัยทรัพย์ และพลาพรรณ คำพรรณ์. 2549. โครงการศึกษาชุมชนเข้มแข็งกระบวนการสร้างสรรค์ คืนพลังสู่ชุมชน: หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
สุภาพ ณ นคร, มารุต ดำชะอม, นิตยา สุวรรณรัตน์, จุฑารัตน์ บวรสิน, จิรวัฒน์ วีรังกร, ปัญญา เหล่า-อนันต์ธนาและธนรัตน์ สอนสา. 2547. การศึกษาวิเคราะห์รูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
Sirirat Muenvanichakul and Peerayuth Charnsethikul. 2542. The Approximated Dynamic Programming Approach to the Dynamic Quadratic Assignment Problem. Department of Industrial Engineering Kasetsart University.
5.4.8 รายงานการประชุมหรือสัมมนาทางวิชาการ
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//“ชื่อบทความในรายงานการประชุม”/ชื่อรายงานการประชุมหรือสัมมนา.//วัน/เดือน/สถานที่ประชุมหรือสัมมนา.
ตัวอย่าง
ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์. 2547. “แนวคิดและหลักการพื้นฐานการวิจัยในชั้นเรียน” โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเขียนโครงการวิจัยในชั้นเรียน. 18-19 กุมภาพันธ์. หอประชุม อาคารอำนวยการวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ.
สมชวัล จตุรัฐพล. 2542. “การจัดทำระบบริหารคุณภาพ ISO 9002” เอกสารประกอบการสัมมนา วิชาการ ประจำปี 2542 เรื่องสำนักหอสมุดกลางมุ่งมั่นพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐาน ISO
9002. 20 ตุลาคม. สำนักหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยรามคำแหง.
Rosenbaum, Howard. 1996. “Structure and Action: Towards a New Concept of the Information: Use Environment” Paper Presented in ASIS 1996 Annual Conference Proceeding. October 19-24.
5.4.9 จุลสารและเอกสารที่ไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่
ให้ใช้แบบแผนเดียวกับหนังสือ ยกเว้นชื่อเรื่องให้ใส่ไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศ
ผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.// “ชื่อจุลสาร เอกสาร”/ครั้งที่พิมพ์.//สถานที่พิมพ์:/สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง
กรมทรัพย์สินทางปัญญา. 2541. “สิทธิบัตร” กรุงเทพฯ: กรมทรัพย์สินทางปัญญา.
พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ). ม.ป.ป. “ชีวิตที่ก้าวหน้า: หลักในการสร้างความก้าวหน้าแก่ชีวิต” กรุงเทพฯ: ธรรมสภา.
อมร รักษาสัตย์. 2539. “การเมือง-การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยสมัยอยุธยารัตนโกสินทร์” กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
5.4.10 สิทธิบัตร
ผู้จดสิทธิบัตร.//ปีที่จดสิทธิบัตร.// “ชื่อสิ่งประดิษฐ์”/ประเทศที่จดสิทธิบัตร.//หมายเลข
ของสิทธิบัตร.//วัน/เดือน.
ตัวอย่าง
ดวงเดือน ห่อไธสง. 2549. “แมงปอ” ประเทศไทย. หมายเลขสิทธิบัตร ค239934. 7 กันยายน.
พรทิชา เพชรรัตน์. 2550. “ผงไอศกรีมผลไม้กึ่งสำเร็จรูปและกรรมวิธีการผลิต” ประเทศไทย. หมายเลขสิทธิบัตร 0701000722. 18 กรกฎาคม.
Sander, J.E. 1994. “Finishing Process in Polymer Continuing: An Active Catalyst
Reduce” U.S.A. Patent No. EP604958. July, 6.
5.4.11 โสตทัศนวัสดุ
ชื่อผู้จัดทำ.//ปีที่ผลิต.//ชื่อเรื่อง. //(ประเภทของวัสดุ)/สถานที่ผลิต:/ผู้ผลิต.
ตัวอย่าง
การเลี้ยงไก่. 2525. (วีดิทัศน์) กรุงเทพฯ: เจริญโภคภัณฑ์.
อรชุมา ฟองวัฒนากุล. 2548. โยคะลีลา. (วีดิทัศน์) กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
The Middle East. n.d. (Map) New York: Geographic Map.
The DNA Story. 1990. (Videotape) London: VSM Production.
5.4.12 ข้อมูล/สารนิเทศอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต
5.4.12.1 ผู้เขียนบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อผู้แต่งหนังสือ
5.4.12.2 ชื่อบทความ ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับชื่อบทความวารสาร
5.4.12.3 ประเภทของสื่อที่เข้าถึง ใช้ [ออนไลน์] หรือ [online]
5.4.12.4 เข้าถึงได้จาก : ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Available:
5.4.12.5 แหล่งข้อมูล / สารนิเทศ ให้ระบุวิธีที่ใช้ในการสืบค้นหา เช่น โพรโทคอล (Telnet, FTP,WWW) ตลอดจน Directory และ File ต่างๆ แล้วแต่กรณี
5.4.12.6 ปีที่เผยแพร่ ใช้ตามที่ปรากฏ ถ้าไม่ปรากฏให้ใช้ “ม.ป.ป.” หรือ “n.d.”
5.4.12.7 วัน เดือน ปีที่สืบค้น ให้ระบุวัน เดือน ปี ที่สืบค้นภาษาไทย ให้ใช้คำว่า วัน เดือน ปี ภาษาต่างประเทศให้ใช้คำว่า Retrieved เดือน วัน, ปี
ผู้เขียนบทความ.//ปีที่เผยแพร่.//“ชื่อบทความ”/[ออนไลน์]/เข้าถึงได้จาก:/แหล่งข้อมูล.//
(วันที่สืบค้น/วัน/เดือน/ ปี)
ตัวอย่าง
กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ สำนักเจรจาการค้าพหุภาคี. 2545. “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: http://www.moc.go.th/thai/dbe/ecoco/e-om3.htm.%20(วันที่สืบค้น%203%20กรกฎาคม%202545)
“ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และกฎหมายลิขสิทธิ์” ม.ป.ป. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: http://Oho.ipst.ac.th/
Copyright/copyright.htm. (วันที่สืบค้น 3 กรกฎาคม 2545)
“Knowledge Management” n.d. [online] Available: http://www.bprc.warwick.ac.uk/Kmweb
Html. (Retrieved July 3, 2002)
“ELVIS” 2000. [online] Available: http://www.senecac.on.ca/. (Retrieved April 20, 2003)